เชื่อไหมคะว่าก่อนที่ช็อกโกแลตจะกลายมาเป็นขนมหวานในมือเราอย่างทุกวันนี้ที่มาของช็อกโกแลตนั้นเต็มไปด้วยมนตราและเรื่องราวที่น่าทึ่งมากค่ะ เพราะถ้าย้อนกลับไปนับพันปี มันคือ “ทองคำสีดำ” ที่มีค่ามากกว่าเงินตรา และเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนไว้ให้เฉพาะเหล่าเทพและชนชั้นสูงเท่านั้น ดังนั้นในบทความนี้ DIYINSPIRENOW จะพาทุกคนไปเจาะลึกประวัติช็อกโกแลตกันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้เราเข้าใจถึงความหมายของช็อกโกแลตในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมของหวานชิ้นนี้ถึงครองใจคนทั้งโลกได้ไม่เสื่อมคลายค่ะ
เจาะลึกประวัติช็อกโกแลตกว่า 4,000 ปี การเดินทางของรสชาติ และความหมายของช็อกโกแลตที่มากกว่าแค่ความหวาน ♡
Image Credit : canva.com-pro
ถ้าพูดถึงของหวานที่เป็นไอคอนิกที่สุดของโลก หลายคนต้องนึกถึงช็อกโกแลตแน่นอนใช่มั้ยคะ แต่ทราบไหมคะว่ากว่าจะมาให้เราได้ลิ้มรส ที่มาของช็อกโกแลตนั้นมีเส้นทางที่ยาวไกลจากป่าดิบชื้นในอเมริกาใต้ ข้ามทะเลมาสู่ราชสำนักยุโรป จนเกิดเป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่เลยทีเดียว และในบทความนี้เราจะขอพาคุณไปสำรวจประวัติช็อกโกแลตในแบบที่เข้าใจง่ายแต่เจาะลึก เพื่อค้นหาคำตอบว่าทำไมมันถึงไม่ได้เป็นแค่ขนม ตัวแทนวันวาเลนไทน์เท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คนมาทุกยุคทุกสมัยกันค่ะ
Ferrero Rocher T8 Chocolate 100g กล่องหัวใจ Heart Box ของขวัญวาเลนไทน์
รากเหง้า และมนตรา “ทองคำสีดำ” แห่งอเมริกากลาง
Image Credit : canva.com-pro
・จาก “น้ำรสขม” สู่ “อาหารของเทพเจ้า”
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ของอเมริกากลาง ประวัติของช็อกโกแลตนั้นไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวานหอมอย่างที่เราคุ้นเคยกันนะคะ แต่มันเริ่มจากเมล็ดพืชที่ชาวโอลเมค (Olmecs) ที่ชาวมายา (Mayans) นำมาบดแล้วผสมกับน้ำและพริกจนกลายเป็นเครื่องดื่มรสขมจัดที่เรียกว่า “Xocolatl” ค่ะ
ภาพของชาว olmecs (Image Credit : canva.com-pro)
สิ่งที่น่าทึ่งคือ ที่มาของช็อกโกแลตในยุคนั้นถูกยกย่องให้เป็น “อาหารของเทพเจ้า” (Theobroma Cacao) เลยทีเดียวค่ะ ชาวมายาเชื่อว่าโกโก้เป็นของขวัญที่เบื้องบนประทานมาให้ พวกเขาจึงใช้มันในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และการเฉลิมฉลองสำคัญ ลองจินตนาการดูนะคะว่าในสมัยนั้น ใครที่ได้จิบช็อกโกแลตคือผู้ที่มีบุญบารมีและได้รับเกียรติอย่างสูงจริงๆ
การทำ Xocolatl ในสมัยก่อน (Image Credit : darkins.in)
・ทองคำที่กินได้ เมื่อเมล็ดโกโก้มีค่ามากกว่าเงินตรา
พอมาถึงยุคของชาวแอซเท็ก (Aztecs) ประวัติช็อกโกแลต ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกค่ะ เพราะเมล็ดโกโก้ในยุคนั้นไม่ได้มีไว้แค่ดื่ม แต่ถูกยกสถานะให้เป็น “เงิน” ที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้จริงๆ แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่ามันไม่ได้หาง่ายเหมือนใบไม้ตามหน้าบ้านเราเลย เพราะต้นโกโก้จะเติบโตได้เฉพาะในป่าดิบชื้นที่ร้อนชื้นจัดเท่านั้น
สำหรับชาวแอซเท็กที่อยู่ในพื้นที่สูงและแห้ง เมล็ดโกโก้คือ “สินค้านำเข้า” ที่ล้ำค่ามากค่ะ พวกเขาต้องแลกมาด้วยการค้าขายที่แสนลำบาก หรือการส่งกองทัพออกไปเรียกเก็บส่วยจากเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ความยากในการได้มาและปริมาณที่จำกัดนี้เองที่ทำให้เมล็ดโกโก้มีค่าไม่ต่างจากเหรียญทองเลอค่าเลยล่ะค่ะ
Image Credit : darkins.in
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าเมล็ดโกโก้ “แพง” แค่ไหน ลองดูมูลค่าการแลกเปลี่ยนในยุคนั้นนะคะ
- ถ้าคุณอยากได้มะเขือเทศลูกใหญ่ๆ สักลูก คุณต้องควักเมล็ดโกโก้ที่สะสมไว้ออกมาจ่าย 1 เมล็ด
- และถ้าถึงขั้นอยากได้ “กระต่ายสักตัว” มาทำอาหารเย็น คุณต้องยอมเสียเมล็ดโกโก้ไปถึง 10 เมล็ด ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเลยค่ะ
หากเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน เมล็ดโกโก้ 1 เมล็ดอาจจะมีมูลค่าพอๆ กับ “เหรียญ 10 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น” เพื่อแลกกับของเพียงชิ้นเดียว การพกเมล็ดโกโก้ติดตัวในสมัยนั้น จึงไม่ใช่การพกขนม แต่คือการพกทรัพย์สินที่ต้องระมัดระวังไม่ให้สูญหายเลยล่ะค่ะ
การเดินทางข้ามมหาสมุทร และ “ความลับหวานขม” ในราชสำนักสเปน
Image Credit : darkins.in
・เมื่อโลกเก่าพบโลกใหม่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความลับระดับชาติ
หลังจากการเดินทางของเอร์นัน กอร์เตส (Hernán Cortés) ผู้นำกองทัพสเปนที่เข้าไปพิชิตอาณาจักรแอซเท็ก ที่มาของช็อกโกแลตก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ค่ะ กอร์เตสสังเกตเห็นว่าจักรพรรดิและเหล่านักรบยกย่องเครื่องดื่มสีเข้มนี้มาก เขาจึงตัดสินใจนำเมล็ดโกโก้กลับไปถวายกษัตริย์สเปนในปี 1528 เพื่อเป็นของบรรณาการล้ำค่า
แต่รู้ไหมคะว่า ในช่วงแรกที่ช็อกโกแลตไปถึงยุโรปก็เกือบจะไม่ได้ไปต่อ เพราะทั้งรสชาติที่ทั้งขมและเผ็ดร้อนจากพริก ทำให้ชาวสเปนในยุคนั้นถึงกับส่ายหน้า จนกระทั่งเหล่านักบวชในอารามเริ่มทดลองนำพริกออก แล้วใส่ “น้ำตาลทราย” จากอ้อย และ “วานิลลา” ลงไปแทน ผลลัพธ์คือรสชาติที่หอมหวานนุ่มนวล จนกษัตริย์และเหล่าขุนนางสเปนหลงใหลกันหัวปักหัวปำ
ความคลั่งไคล้นี้พุ่งสูงถึงขั้นที่สเปนประกาศให้ สูตรการปรุงช็อกโกแลตนี้เป็น “ความลับระดับชาติ” นานเกือบ 100 ปี เลยทีเดียวค่ะ ใครที่บังอาจนำเมล็ดโกโก้หรือวิธีการปรุงไปแพร่งพรายอาจมีโทษถึงชีวิต ! ช็อกโกแลตในยุคนั้นจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่เงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องมี “ยศถาบรรดาศักดิ์” ถึงจะมีสิทธิ์ครอบครองนั่นเองค่ะ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ความลับนี้ “แตก” จริงๆ คือตอนที่ เจ้าหญิงแอนแห่งออสเตรีย (Anne of Austria) อภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศสค่ะ เธอเป็นคนนำช็อกโกแลตจากสเปนเข้าไปในฝรั่งเศส และทำให้มันกลายเป็นเทรนด์ฮิตในหมู่ชนชั้นสูงฝรั่งเศสจนปิดไม่อยู่อีกต่อไปค่ะ
・Madame de Pompadour กับกลยุทธ์ “มัดใจ” ด้วยช็อกโกแลต
เมื่อความลับเรื่องรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มกระจายออกไปสู่ประเทศอื่น ช็อกโกแลตก็ได้ทำหน้าที่เป็น “สื่อรัก” อย่างเต็มตัวในราชสำนักฝรั่งเศสค่ะ โดยเฉพาะในยุคของ มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour) สตรีผู้เลอโฉมและทรงอิทธิพลที่สุดในใจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15
ภาพของ Madame de Pompadour (Image Credit : pt.wikipedia.org / casanovashadows)
มีบันทึกเล่าว่าเธอหลงใหลในช็อกโกแลตมาก และมักจะสั่งให้ปรุงเครื่องดื่มนี้ถวายพระเจ้าหลุยส์อยู่เสมอ เพราะในสมัยนั้นช็อกโกแลตถูกเชื่อว่าเป็น “อาหารกระตุ้นรัก” ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ต่างจากเรื่องราวของยาเสน่ห์และพลังแห่งกามเทพในตำนานกรีกโบราณที่ความรักมักจะมาคู่กับสิ่งปรุงแต่งที่เย้ายวนใจเสมอ
การที่ช็อกโกแลตเป็นของหายากและปรุงยากในสมัยนั้น ทำให้ช็อกโกแลตมีความหมายเป็นการสื่อสารนัยว่า “คุณคือคนสำคัญที่มีค่าพอสำหรับของขวัญที่หาได้ยากยิ่งชิ้นนี้” ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นการให้ช็อกโกแลตเพื่อแสดงความรักในระดับสูง ก่อนที่มันจะกระจายสู่คนทั่วไปในเวลาต่อมานั่นเองค่ะ
Lindt Heart Tin chocolate ช็อคโกแลตนม กล่องรูปหัวใจ 90 กรัม
การปฏิวัติสู่ความหวาน และกำเนิด “กล่องรูปหัวใจ” ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
Image Credit : canva.com-pro
・จากการปรุงด้วยมือ สู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมช็อกโกแลต
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึงศตวรรษที่ 19 ประวัติช็อกโกแลต ก็ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ค่ะ จากเดิมที่ต้องค่อยๆ บดเมล็ดด้วยมือจนได้เนื้อเครื่องดื่มที่มันวาวและเข้มข้น (ซึ่งใช้เวลาและแรงงานมหาศาล) การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษก็ได้เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง เมื่อครอบครัวแคดเบอรี (Cadbury) ได้คิดค้นนวัตกรรมการสกัดไขมันโกโก้ (Cocoa Butter) ออกมาได้สำเร็จในปี 1861 ค่ะ
นวัตกรรมนี้ไม่ได้ทำให้แค่เครื่องดื่มดื่มง่ายขึ้นนะคะ แต่มันทำให้เกิด “Eating Chocolate” หรือช็อกโกแลตแบบแท่งที่เคี้ยวได้เป็นครั้งแรกของโลก! และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดที่มาของช็อกโกแลตที่กลายเป็นขนมที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ของสงวนในราชสำนักอีกต่อไปค่ะ
・Richard Cadbury สุภาพบุรุษผู้ให้กำเนิด “Fancy Boxes”
ริชาร์ด แคดเบอรี (Richard Cadbury) ไม่ได้เป็นแค่ยอดนักธุรกิจนะคะ แต่เขายังเป็นศิลปินและนักการตลาดที่เฉลียวฉลาดมาก เขาเห็นโอกาสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ว่าผู้คนเริ่มมองหาของขวัญที่แสดงถึงความ “พิถีพิถัน” ในการจีบกัน เขาจึงออกแบบกล่องช็อกโกแลตที่สวยหรูขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งเรียกกันว่า “Fancy Boxes” ค่ะ
ภาพกล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจใบแรกของโลก (Heart-shaped Box) ที่ DIYINSPIRENOW สร้างขึ้นโดย AI
แต่จุดที่ทำให้โลกต้องจดจำคือในปี 1868 เมื่อริชาร์ดออกแบบกล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจใบแรกของโลก (Heart-shaped Box) ออกมาจำหน่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ค่ะ สิ่งที่น่าประทับใจคือ ริชาร์ดตั้งใจออกแบบกล่องให้สวยงามและทนทานเพื่อให้คนรับ “ไม่กล้าทิ้ง” แต่เก็บเอาไว้ใส่จดหมายรัก (Love Letters) หรือดอกไม้แห้ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำถึงคนให้ ซึ่งเป็นการเพิ่ม ความหมายของช็อกโกแลต ให้กลายเป็นของขวัญที่เก็บความทรงจำได้ตลอดกาลค่ะ
・เสน่ห์ของยุควิกตอเรียน เมื่อการให้ช็อกโกแลต คือการบอกรักแบบไร้เสียง
ในสมัยวิกตอเรียน มารยาทสังคมเคร่งครัดมากค่ะ การจะบอกรักกันตรงๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ช็อกโกแลตจึงกลายเป็น “ภาษารัก” ที่สื่อถึงความคลั่งไคล้และความห่วงใย ถ้าหนุ่มคนไหนมอบกล่องรูปหัวใจที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตแสนประณีตให้หญิงสาว นั่นคือการบอกเป็นนัยว่า “ผมมอบหัวใจและความหวานชื่นทั้งหมดนี้ให้คุณ” การมอบช็อกโกแลตในยุคนั้นจึงมีพลังเทียบเท่ากับ กามเทพแผลงศรในตำนานรักโบราณ เลยทีเดียวค่ะ เพราะมันคือการสื่อสารความรู้สึกผ่านสัมผัสที่หวานหอม และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมาจนถึงวันวาเลนไทน์ในปัจจุบัน
จากอดีตสู่ปัจจุบัน และ “วิทยาศาสตร์แห่งความสุข” ในช็อกโกแลต
Image Credit : canva.com-pro
・ช็อกโกแลตในโลกยุคใหม่ สัญลักษณ์ที่มากกว่าคำว่ารัก
แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี แต่ความหมายของช็อกโกแลตในปัจจุบันก็ยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ จากกล่องรูปหัวใจใบแรกของ Cadbury สู่แบรนด์ช็อกโกแลตระดับพรีเมียมในยุคปัจจุบัน การมอบช็อกโกแลตได้กลายเป็น “ภาษาสากล” ที่คนทั่วโลกใช้แทนการบอกว่า “ฉันใส่ใจคุณ” ซึ่งในบางวัฒนธรรมอย่างญี่ปุ่น ยังมีการแบ่งแยกประเภทช็อกโกแลตเพื่อบอกระดับความสัมพันธ์ เช่น Honmei Choco (ช็อกโกแลตให้คนที่รักจริง) และ Giri Choco (ช็อกโกแลตตามมารยาท) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประวัติช็อกโกแลตได้แทรกซึมเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนทุกมุมโลกจริงๆ ค่ะ
・Inspired Insight : ทำไมร่างกายเราถึงบอกว่า “ช็อกโกแลตคือความรัก”
มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่าทำไมที่มาของช็อกโกแลตถึงผูกพันกับความรักขนาดนี้ เพราะในช็อกโกแลต (โดยเฉพาะ Dark Chocolate) มีสารที่ชื่อว่า Phenylethylamine (PEA) ค่ะ สารตัวนี้เป็นสารเคมีชนิดเดียวกับที่สมองของเราหลั่งออกมาเมื่อเรา “ตกหลุมรัก” ใครสักคน ! นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขอีกด้วย การมอบช็อกโกแลตจึงเป็นการส่งต่อ “สารความสุข” ให้กับคนรับโดยตรง เป็นการดูแลทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจไปพร้อมกัน
วัฒนธรรมช็อกโกแลตกับความรักรอบโลก
Image Credit : canva.com-pro
จะเห็นว่าช็อกโกแลตมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากๆ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักในปัจจุบัน เราก็เลยอยากรู้ว่ามีประเทศไหนบ้างที่ใช้ช็อกโกแลตเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักกันบ้าง เราก็เลยไปหาข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มเติมมาค่ะ ลองมาดูกันนะคะ
1.ญี่ปุ่น : เมื่อผู้หญิงเป็น “ผู้ให้” กับวัฒนธรรมช็อกโกแลต 2 แบบ
หนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่สุดในโลกคือ “ญี่ปุ่น” ค่ะ เพราะในวันวาเลนไทน์ ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายมอบช็อกโกแลตให้ผู้ชาย ซึ่งมีที่มาจากการตลาดที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงปี 1950 จนกลายเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักที่ให้ความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
- Honmei Choco (ช็อกโกแลตแห่งรักแท้) : คือช็อกโกแลตที่ผู้หญิงมอบให้กับคนที่เธอรักจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแฟนหรือคนที่แอบชอบ ส่วนใหญ่มักจะเป็นช็อกโกแลตแฮนด์เมดที่ตั้งใจทำด้วยตัวเอง เพื่อสื่อถึงความพยายามและความใส่ใจเป็นพิเศษ
- Giri Choco (ช็อกโกแลตตามธรรมเนียม) : คำว่า “Giri” แปลว่า “หน้าที่หรือภาระผูกพัน” ค่ะ ช็อกโกแลตประเภทนี้จึงมีไว้มอบให้กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือเพื่อนผู้ชาย เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่ช่วยเหลือกันมาตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมการรักษามิตรภาพในสังคมการทำงานที่น่ารักมากๆ ค่ะ
2. อิตาลี : “Baci” จุมพิตซ่อนจดหมายรัก
ภาพช็อกโกแลต Baci (Image Credit : IG/baciperugina)
ที่เมืองเปรูจา (Perugia) ประเทศอิตาลี มีช็อกโกแลตชื่อดังที่ชื่อว่า Baci Perugina (คำว่า Baci แปลว่า “จุมพิต”) ค่ะ ความพิเศษคือข้างในห่อช็อกโกแลตจะมี “จดหมายรักฉบับจิ๋ว” (Love Notes) ที่เขียนข้อความโรแมนติกซ่อนอยู่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1922 เมื่อผู้ก่อตั้งแอบส่งข้อความรักผ่านช็อกโกแลตให้คนรักลับๆ ของเธอ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการบอกรักที่คลาสสิกที่สุดของอิตาลีค่ะ
3. กานา : “วันช็อกโกแลตแห่งชาติ” (National Chocolate Day)
ในขณะที่คนเกือบทั้งโลกใช้ช็อกโกแลตสื่อความรักของหนุ่มสาว แต่ที่ประเทศกานา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกโกโก้อันดับต้นๆ ของโลก กลับมีมุมมองที่อบอุ่นกว่านั้นค่ะ รัฐบาลกานาประกาศให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็น “วันช็อกโกแลตแห่งชาติ” (National Chocolate Day) เพื่อเปลี่ยนพลังแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ ให้กลายเป็นการขอบคุณและส่งต่อความรักคืนกลับไปให้เหล่าเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ค่ะ ที่นี่เขาเชื่อว่าช็อกโกแลตคือการแบ่งปันความสุขให้กันและกัน ไม่ใช่แค่คู่รักเท่านั้น แต่คือความรักต่อคนในชาติและการเชิดชูผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่สร้างความหวานชื่นให้คนทั่วโลก ดังนั้นวันวาเลนไทน์ในกานาจึงเป็นวันที่อบอวลไปด้วยความรักที่กว้างใหญ่และลึกซึ้งกว่าเดิมค่ะ
4. เยอรมนี : รักนี้มี “น้องหมู” (Chocolate Pigs)
ภาพกล่องช็อกโกแลตรูปหมู ที่ DIYINSPIRENOW สร้างขึ้นโดย AI
ในเยอรมนี วันวาเลนไทน์ไม่ได้มีแค่ช็อกโกแลตรูปหัวใจนะคะ แต่เขานิยมมอบ “ช็อกโกแลตรูปหมู คู่กับช่อดอกไม้” ด้วย เพราะหมูสื่อถึง “ความโชคดีและความมั่งคั่ง” ดังนั้นการให้ช็อกโกแลตรูปหมูจึงหมายถึงการอวยพรให้คนรักมีความสุขและมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์นั่นเองค่ะ
ferrero rocher chocolate gift box ของขวัญ วาเลนไทน์
| Inspire Now ! : ประวัติช็อกโกแลตเดินทางมายาวนานกว่า 4,000 ปี ผ่านความเชื่อ การล่าอาณานิคม และความลับระดับชาติ จนมาถึงวันที่เราสามารถเดินไปเลือกซื้อช็อกโกแลตสวยๆ ให้ใครสักคนได้ง่ายๆ แต่อย่าลืมนะคะว่า สิ่งที่ทำให้ช็อกโกแลตวาเลนไทน์ชิ้นนั้นพิเศษที่สุด ไม่ใช่ยี่ห้อหรือราคา แต่คือ “ความใส่ใจ” และ “ความหมาย” ที่คุณต้องการส่งไปถึงคนรับต่างหากค่ะ |
|---|
DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันอยากมีความรักดีๆ ใช่ไหม ? คุณคิดยังไงกับประวัติช็อกโกแลตที่เรานำเสนอบ้างคะ ปกติชอบซื้อช็อกโกแลตให้คนที่คุณรักหรือเปล่า มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันบ้างนะคะ ♡