เมื่อต้นเดือนมกราคมปี 67 ที่ผ่านมานี้ ได้มีการพบปลาออร์ (Oarfish) หรือปลาริบบิ้นในทะเลที่จังหวัดสตูล ซึ่งโดยปกติแล้ว ปลาชนิดนี้มักไม่ค่อยพบได้ในประเทศไทยเท่าไหร่นัก จึงสร้างความแปลกประหลาดใจให้กับหลายๆ คน ทั้งยังมีบางคนที่เป็นกังวลด้วยว่า การปรากฏตัวของปลาชนิดนี้จะส่งผลใดๆ กับทะเลไทยหรือไม่ เพราะมีความเชื่อว่าการปรากฏตัวของปลาออร์ฟิชนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ นอกเหนือไปจากความเชื่อแล้ว หลายๆ คนก็อาจจะยังไม่รู้จักปลาชนิดนี้มาก่อน Oarfish คือ อะไร ? ส่วนใหญ่แล้วพบได้ที่ไหน เกี่ยวข้องกับความเชื่อจริงหรือไม่ ? มาหาคำตอบกันเลยค่ะ
Oarfish คือ อะไร ? ชวนรู้จักปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมตำนานความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
Oarfish คือปลาทะเลชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ Regalecidae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Regalecus glesne มีรูปร่างคล้ายกับพญานาคตามความเชื่อของคนไทย และยังคล้ายกับมังกรทะเลตามความเชื่อของชาวตะวันตกในยุคกลาง มีความยาวสูงสุดประมาณ 10 เมตร และหนักราวๆ 300 กิโลกรัม ทั้งนี้ เคยมีบันทึกไว้ใน Guinness World Records ว่า ปลาออร์ฟิชเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ยาวที่สุดในโลก โดยอาจมีความยาวถึง 11 เมตร หรือมากกว่านี้ มีส่วนหัวขนาดใหญ่ ลำตัวแบนมีสีเงิน มีจุดสีฟ้าและดำประปราย มีครีบหลังสีชมพูแดง บนหัวมีอวัยวะที่ดูคล้ายหงอนเป็นจุดเด่น ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวกับปลาชนิดนี้อีกหลายอย่าง มาดูแต่ละส่วนกันเลยค่ะ
Image Credit : nytimes.com
ถิ่นอาศัย : ปลาออร์ฟิชส่วนใหญ่พบได้ในน้ำทะเลลึก โดยทั่วไปจะอาศัยที่ความลึกระหว่าง 200 – 1,000 เมตร จึงพบเห็นได้ยากมาก แต่ก็มีผู้พบเห็นในหลายๆ พื้นที่ เช่น ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของออสเตรเลีย ทะเลนอกชายฝั่งเม็กซิโก แถบหมู่เกาะเมอร์มิวดา ส่วนใหญ่มักถูกคลื่นซัดออกมาเกยหาดหลังเกิดพายุ หรือไม่ก็เกิดอาการผิดปกติขึ้นกับปลา เช่น ป่วย หรือใกล้ตาย หรือพบเจอซากที่ตายแล้ว น้อยครั้งที่จะมีการพบเห็นขณะมีชีวิตอยู่
สายพันธ์ุ : บางคนอาจจะเข้าใจไปว่า Oarfish คือปลาชนิดเดียว แต่ความจริงแล้วมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ Regalecus glesne หรือออร์ฟิชยักษ์ (Giant Oarfish) ซึ่งเป็นชนิดที่มีการพูดถึงบ่อยๆ พบมากที่สุดในเขตร้อน มีความยาว 8 – 11 เมตร แต่ที่พบเห็นบ่อยๆ จะมีความยาวประมาณ 3 เมตร อีกชนิดหนึ่งคือ Regalecus Ruddelii เป็นปลาที่มีถิ่นอาศัยเดียวกับออร์ฟิชยักษ์ และมีความยาวใกล้เคียงกัน แต่จะลำตัวบางกว่าออร์ฟิชยักษ์ นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นที่แตกต่างกันคือ หงอนครีบหลังส่วนหัวจะยาวมากกว่า และอาจยาวได้ถึง 1 เมตร ส่วนหัวมีสีน้ำตาลอ่อน และลำตัวเป็นสีเงินไร้เกล็ด
พฤติกรรม: โดยทั่วไปแล้วปลาออร์ฟิชจะเป็นสัตว์สันโดษและชอบการใช้ชีวิตแบบตัวเดียว ไม่ได้อยู่เป็นฝูง ลำตัวยาวของปลาชนิดนี้สามารถเคลื่อนตัวผ่านน้ำในลักษณะคดเคี้ยว เป็นที่รู้กันว่าปลาออร์ฟิชไม่มีความก้าวร้าวและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่อย่างใด
อาหาร : Oarfish คือปลาที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร โดยมีปากที่ยื่นออกมาซึ่งช่วยให้จับเหยื่อได้ง่ายขึ้น และอาจกินปลาเล็กๆ หรือกินสัตว์เล็กๆ ชนิดอื่นๆ ด้วย
ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับปลาออร์ฟิช
Image Credit : oceanconservancy.org
นอกจากจะเป็นปลาที่รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดและพบเห็นได้ยากแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับตำนานความเชื่อบางอย่างในหลายๆ ท้องที่อีกด้วย ความเชื่อเกี่ยวกับปลาออร์ฟิชนั้นมีอะไรบ้าง เป็นความจริงหรือไม่ ไปดูกันเลยค่ะ
1. ลางบอกเหตุหรือลางบอกเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ในบางวัฒนธรรม การพบเห็นปลาออร์ฟิชมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น Oarfish คือ “Ryugu no tsukai” แปลว่า “ผู้ส่งสารจากเทพเจ้าแห่งท้องทะเล หรือ ผู้ส่งสารจากวังพญามังกร” ความเชื่อนี้มีสาเหตุหลักมาจากความจริงที่ว่าปลาออร์ฟิชมักปรากฏขึ้นใกล้ผิวน้ำหรือถูกพัดขึ้นฝั่งก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนี้
2. สัญลักษณ์แห่งความโชคดีและความเจริญรุ่งเรือง
ในบางวัฒนธรรม การเห็นปลาออร์ฟิชถือเป็นสัญลักษณ์ความโชคดี เชื่อกันว่าจะนำความโชคดีและความอุดมสมบูรณ์มาให้ ความเชื่อนี้อาจมาจากการที่มนุษย์เราพบเห็นออร์ฟิชได้ไม่บ่อยนัก เพราะปลาชนิดนี้มักอาศัยอยู่ในน่านน้ำมหาสมุทรลึก การพบเห็นปลาออร์ฟิชอาจเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง
3. ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคของไทย
Image Credit : wired.com
ในปี 1996 ได้ปรากฏภาพถ่ายของกลุ่มทหารชาวอเมริกันอุ้มปลาชนิดนี้ และได้แพร่กระจายกันทั่วไปในสังคมไทย ทำให้เกิดความเชื่อว่า Oarfish คือพญานาคที่จับได้จากแม่น้ำโขง และเชื่อว่าภาพนั้นถ่ายที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในประเทศลาวในยุคสงครามเวียดนาม ซึ่งความจริงแล้ว เป็นภาพที่ถ่ายในค่ายทหารที่เกาะโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นปลาที่ถูกจับได้ในมหาสมุทรแปซิฟิก แถบทวีปอเมริกาใต้
4. ปลาแผ่นดินไหวในไต้หวัน
ในเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 2563 ได้พบออร์ฟิชยาวเกือบ 5 เมตรที่ชายฝั่งไต้หวัน หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว 2 ครั้ง ซึ่งถูกชาวประมงในไต้หวันจับได้ในวันเดียวกันกับที่เกิดแผ่นดินไหว ตามตำนานท้องถิ่นของไต้หวัน ปลาออร์ฟิชถูกเรียกว่า “ปลาแผ่นดินไหว”เพราะมักจะขึ้นมาจากทะเลลึกก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทั้งนี้ ก็เป็นเพียงความเชื่อของคนในท้องถิ่นซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด
การพบปลาออร์ฟิชในประเทศไทย
Image Credit : thairath.co.th
การพบปลาออร์ฟิชที่จังหวัดสตูลเมื่อต้นเดือนมกราคมปี 67 นี้ได้สร้างความประหลาดใจและสร้างความวิตกกังวลให้กับบางคนที่มีความเชื่อว่า ปลาชนิดนี้เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางทะเล เช่นเดียวกับความเชื่อในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ทั้งนี้ ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว การพบออร์ฟิชที่ทะเลในจังหวัดสตูลน่าจะมาจากปรากฏการณ์ IOD หรือ I ndian Ocean Dipole ซึ่งเป็นการสลับขั้วของน้ำอุ่นและน้ำเย็นในมหาสมุทรอินเดีย เป็นปรากฏการณ์อุณหภูมิที่ผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดียสองฝั่งขยับตัวต่างจากค่าเฉลี่ยของพื้นที่ สำหรับฝั่งทะเลอันดามัน นั้น ทำให้เกิดการไหลของน้ำที่ไม่ปกติ และขุดเอาน้ำเย็นจากห้วงมหาสมุทรลึกขึ้นมาแทนที่น้ำทะเลชั้นบน ซึ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้แล้ว ทำให้สัตว์ทะเลน้ำลึกที่พบเห็นได้ไม่บ่อยขึ้นมาตามมวลน้ำเย็น และเป็นไปได้ว่าปลาออร์ฟิชที่พบเห็นนี้จะเข้ามาตามน้ำด้วยนั่นเอง
Inspire Now ! : Oarfish คือปลาทะเลชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำลึก และมักจะพบเห็นได้ยาก การพบเห็นปลาชนิดนี้จึงสร้างความประหลาดใจและสร้างความตื่นเต้นในวงกว้าง ทั้งยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการเตือนภัยที่เชื่อมโยงถึงการเกิดภัยพิบัติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปลาออร์ฟิชกับเหตุการแผ่นดินไหวและสินามินั้นมีความเกี่ยวข้องกันจริง แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ก็อาจนำไปสู่การค้นหาคำตอบเพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันล่วงหน้า หรืออย่างน้อยๆ การมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ก็ช่วยให้มนุษย์เราคลายความวิตกกังวลและทำให้เกิดความสบายใจได้มากขึ้น เห็นด้วยมั้ยคะ ? และถ้าใครอยากรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำอื่นๆ อีกก็ไปอ่านเรื่องวันเต่าโลก ต่อได้เลยค่ะ
DIY INSPIRE NOW คือแรงบันดาลใจของฉันใช่ไหม ? ปลาออร์ฟิชคืออะไร เกี่ยวข้องกับความเชื่อภัยพิบัติจริงหรือไม่ ตอนนี้ก็หายสงสัยกันไปแล้วนะคะ การมีข้อมูลเกี่ยวกับปลาออร์ฟิชที่ถูกต้องและมีข้อมูลที่เพียงพอก็จะทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้น และเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ทะเลชนิดนี้มากขึ้น เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร มาคอมเมนต์บอกกันได้นะคะ ♡
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก : ngthai.com, naturalworldfacts.com, mgronline.com
Featured Image Credit : static.wixstatic.com