ข้อดี ข้อเสีย ของการกินเจ, กินเจ 2567

“ข้อดี ข้อเสีย ของการกินเจ” ที่มากกว่าการงดเนื้อ เปลี่ยนใจ เปลี่ยนกาย และเปลี่ยนโลกได้ยังไง ?

ทุกปีเมื่อถึงช่วงเทศกาลกินเจ หลายคนมักตั้งใจงดเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพและทำบุญไปพร้อมกัน แต่แท้จริงแล้ว “การกินเจ” ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนเมนูอาหาร หากยังเป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนใจตัวเอง ฝึกเมตตา และใส่ใจโลกมากขึ้น บางคนอาจรู้สึกว่ากินเจแล้วเบา สบาย และมีสมาธิขึ้น ขณะที่บางคนกลับรู้สึกอ่อนแรงหรือมีปัญหาด้านโภชนาการ คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแท้จริงแล้ว ข้อดี ข้อเสีย ของการกินเจ มีอะไรบ้าง ? และเราจะกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์โดยไม่เสียสมดุลของร่างกายและใจ ในบทความนี้ DIYINSPIRENOW จะพาไปทำความเข้าใจให้ลึกขึ้น ว่าการกินเจสามารถเปลี่ยนทั้งสุขภาพกายและมุมมองชีวิตของเราได้อย่างไร หากทำด้วยความรู้และความตั้งใจจริง

รู้ก่อนเริ่ม! รวม “ข้อดี ข้อเสีย ของการกินเจ” ที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด

Image Credit : canva.com-pro

เทศกาลกินเจปีนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 21–29 ตุลาคม 2568 โดยจะเริ่มล้างท้องกันตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม เพื่อเตรียมใจ และกายให้พร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงงดเนื้อ 9 วันตามประเพณีจีนโบราณ ช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่แค่การปรับพฤติกรรมการกินเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวนใจ ฝึกความเมตตา และลดสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิตลง หลายคนเลือกกินเจเพื่อสุขภาพ หลายคนทำเพราะความเชื่อ และบางคนก็ใช้เทศกาลนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการกลับมาใส่ใจตัวเองอีกครั้ง เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันในบทความนี้ค่ะ

ถั่วเลนทิล แดง ออร์แกนิค 500 กรัม

การกินเจคืออะไร? เข้าใจให้ตรงก่อนเริ่ม !

“การกินเจ” หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “Zhāijiè” (斋戒) หมายถึงการละเว้นเนื้อสัตว์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ทุกชนิด ทั้งเนื้อ นม ไข่ รวมถึงอาหารที่มีกลิ่นแรง หรือผักที่ไม่เจ มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หัวหอม หรือผักฉุนห้า (五辛) เพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นตามแนวคิดของลัทธิเต๋าและพุทธมหายาน เดิมทีเทศกาลกินเจถือเป็นการถือศีลภาวนา เพื่อระลึกถึง “พระกิ้วอ้วงไต่เต่ (九皇大帝)” และฝึกความเมตตาในช่วงเก้าวันแห่งความสงบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป “การกินเจ” ได้ขยายความหมายให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่มากขึ้น หลายคนไม่ได้ทำเพียงด้วยศรัทธาเท่านั้น แต่ยังมองว่าเป็นโอกาสในการดีท็อกซ์ร่างกาย ลดของหนัก และพักระบบย่อยอาหาร เป็นช่วงเวลาที่ได้ฝึกวินัย ฝึกใจ และอยู่กับความเรียบง่ายอีกครั้งค่ะ (สำหรับใครที่สนใจประวัติความเป็นมาของการกินเจ อ่านเพิ่มเติมได้อีกนะคะ)

กินเจ มีข้อดี อะไรบ้าง ?

การกินเจไม่ใช่แค่การงดเนื้อสัตว์ แต่เป็นโอกาสที่เราจะกลับมาดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และโลกใบนี้ไปพร้อมกัน และนี่คือ 5 ข้อดีของการกินเจ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

  1. ระบบย่อยอาหารได้พักและทำงานดีขึ้น : เมื่อเราลดเนื้อสัตว์และอาหารมันๆ ระบบย่อยอาหารจะไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเดิม ทำให้รู้สึกตัวเบา อิ่มง่าย และระบบขับถ่ายดีขึ้น
  2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง : อาหารเจที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชช่วยลดคอเลสเตอรอล ความดัน และระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และภาวะอ้วนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง : การกินผักผลไม้มากขึ้นทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน เซลล์ในร่างกายได้รับการฟื้นฟู ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  4. ใจสงบ มีสมาธิ และเมตตาขึ้น : ช่วงเวลาที่เราละเว้นจากเนื้อสัตว์ มักทำให้ใจเบาลงและอ่อนโยนขึ้น เหมือนได้ฝึกสติในชีวิตประจำวันไปพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพ
  5. ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : การกินเจมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และลดการใช้ทรัพยากรน้ำในระดับมหาศาล การเลือกกินผักจึงเป็นอีกหนึ่งทางเล็กๆ ที่ช่วยโลกได้จริง

Image Credit : canva.com-pro

ข้อควรระวังในการกินเจ มีอะไรบ้าง ?

แม้การกินเจจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากว่ากินโดยไม่วางแผน อาจส่งผลเสียต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ลองมาดู ข้อเสียของการกินเจ ที่ควรรู้ไว้ก่อนเริ่ม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม และได้ประโยชน์สูงสุดจากเทศกาลนี้กันค่ะ

  1. เสี่ยง “ขาดสารอาหารสำคัญ” : อาหารเจมักขาดโปรตีน วิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดและพลังงาน หากกินแต่ผักและแป้งโดยไม่เสริมโปรตีนจากเต้าหู้ ถั่ว หรือธัญพืช อาจรู้สึกอ่อนแรง เหนื่อยง่าย หรือเวียนหัวได้
  2. กินแป้งเยอะเกินไปโดยไม่รู้ตัว : หลายคนทดแทนเนื้อสัตว์ด้วยแป้ง เช่น ข้าว เส้น และอาหารทอด ส่งผลให้ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป จนกลายเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแทนที่จะลด
  3. อาหารเจบางอย่างมีโซเดียมหรือไขมันสูง : เนื้อเทียม อาหารเจสำเร็จรูป หรือของทอดเจที่ขายทั่วไป มักมีเกลือ น้ำมัน และเครื่องปรุงมากกว่าที่คิด หากกินบ่อยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไต ความดัน หรือคอเลสเตอรอลสูง
  4. อาจทำให้ระบบขับถ่ายรวนในช่วงแรก : ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการกินผักมากๆ อาจมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือขับถ่ายผิดปกติในช่วงแรกของการกินเจ ซึ่งสามารถปรับได้โดยดื่มน้ำมากขึ้นและค่อยๆ ปรับสัดส่วนอาหาร
  5. เข้าใจผิดว่า “กินเจ = สุขภาพดีเสมอ” : บางคนคิดว่ากินเจคือทางลัดสู่สุขภาพดี แต่ในความเป็นจริง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของอาหาร” และ “วิธีปรุง” มากกว่า หากเลือกกินเจแบบไม่สมดุล ก็อาจไม่ต่างจากการกินอาหารทั่วไปที่ขาดสารอาหารเช่นกันค่ะ

Inspire Tips : กินเจให้ดี ต้องเข้าใจข้อจำกัดก่อน เมื่อเราวางแผนให้ถูกตั้งแต่แรก การกินเจจะกลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งกายและใจได้พักอย่างแท้จริงค่ะ

น้ำตาลหล่อฮั่งก๊วยเสริมน้ำตาลอิริทริทอล สีทอง 0 แคล ขนาด 200 กรัม ตรา RAIWAN

เคล็ด (ไม่) ลับ กินเจยังไง ? ให้ได้ประโยชน์

เทศกาลกินเจจะมีความหมายมากขึ้น ถ้าเราไม่ได้เพียงแค่งดเนื้อสัตว์ แต่รู้วิธีดูแลตัวเองอย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือคนที่กินเจมาหลายปีแล้ว ลองใช้เคล็ด (ไม่) ลับเหล่านี้ เพื่อให้การกินเจปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ทั้งกายใจได้พักจริงๆ กันค่ะ

  1. วางแผนเมนูล่วงหน้า : เริ่มจากคิดเมนูเจง่ายๆ ที่มีสารอาหารครบ เช่น เต้าหู้ ผักหลากสี ถั่ว ธัญพืช และเห็ด การวางแผนช่วยให้กินครบ 5 หมู่ จะช่วยให้ไม่เบื่อ และไม่เผลอเลือกแต่ของทอดหรืออาหารสำเร็จรูปได้มากขึ้นค่ะ
  2. เสริมโปรตีนจากพืช : แม้จะงดเนื้อสัตว์ แต่ร่างกายยังต้องการโปรตีน ลองเลือกจากถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วลันเตา งา หรือธัญพืชผสมกันในแต่ละมื้อ เพื่อให้พลังงานเพียงพอตลอดวัน
  3. เลือกวิธีปรุงที่ดีต่อสุขภาพ : หลีกเลี่ยงอาหารทอด น้ำมันเยอะ หรือปรุงรสจัดเกินไป เพราะแม้จะเป็นอาหารเจ ก็อาจกลายเป็นอาหารไขมันสูงได้ง่าย ลองเลือกเมนูต้ม นึ่ง ผัดน้ำมันน้อย หรือสลัดเจแทน
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้พอเหมาะ : การดื่มน้ำมากพอช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี และช่วยลดอาการแน่นท้องจากผักหรือถั่วได้ และอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับการกินเบาๆ ในช่วง 9-10 วันนี้ได้ดีขึ้น
  5. ใส่ใจ “ใจ” ของตัวเองระหว่างกินเจ : เทศกาลนี้ไม่ใช่แค่เวลางดเนื้อเท่านั้น แต่เป็นโอกาสให้เราได้ฝึกความเมตตาและความสงบ ลองใช้ช่วงเวลากินเจเป็นเวลาฝึก “สติ” และ “การเมตตาต่อตัวเอง” และผู้อื่นรอบตัวดูนะคะ

Inspire Tips : การกินเจที่ดี ไม่ใช่แค่เลือกสิ่งที่เราจะ “งด” แต่คือการรู้ว่าควร “เติม” อะไรให้กับกาย ใจ และชีวิตของเราในช่วงเวลานั้นต่างหาก

เพิ่งเริ่มกินเจปีนี้ ? ลองเริ่มแบบนี้ก่อนมั้ย ?

หลายคนอยากเริ่มกินเจ แต่ยังกลัวว่าจะทำไม่ได้ หรือกลัวไม่มีเมนูให้เลือกมากพอ แต่ความจริงแล้ว การกินเจนั้นไม่จำเป็นต้องทำให้ครบ 9 วันทันทีเสมอไป เราสามารถ “ค่อยๆ เริ่ม” เพื่อให้ร่างกาย และใจปรับตัวได้โดยไม่รู้สึกกดดันเกินไปก็ได้เหมือนกัน ลองมาดูคำแนะนำจากเรากะน

  1. เริ่มจาก “วันละหนึ่งมื้อเจ” ก่อน : อาจจะทดลองกินเตเป็นมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน ลองเปลี่ยนเป็นอาหารเจง่ายๆ อย่างข้าวผัดเจ เต้าหู้ทรงเครื่อง หรือผัดผักรวม เริ่มจากมื้อเดียวแต่ทำสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายคุ้นเคยและใจรู้สึกดีได้
  2. ลอง “เมนูเจที่ชอบ” แทนที่จะฝืน : เลือกเมนูที่เรารู้สึกอร่อย เช่น เห็ดทอด เต้าหู้ผัดขิง จับฉ่าย (เราเคยเขียนวิธีต้มจับฉ่ายไว้ด้วยนะคะ คลิกอ่านดูเคล็ดลับเพิ่มเติมได้) หรือแกงเลียงเจ การกินเจไม่จำเป็นต้องจืดหรือจำเจ ถ้าเราเริ่มจากสิ่งที่อร่อยในแบบของเรา ก็จะกินต่อเนื่องได้นานมากกว่า
  3. หาพันธมิตรร่วมกินเจ : การมีเพื่อนหรือครอบครัวร่วมกันกินเจ จะช่วยให้รู้สึกสนุกขึ้น แลกไอเดียเมนูได้ การมีเพื่อนกินเจด้วยกัน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนกินเจเหมือนกันก็จะเพิ่มแรงใจในการกินที่ต่อเนื่องมากขึ้นได้
  4. ตั้ง “เจตนา” ก่อนเริ่มแต่ละวัน : ก่อนกินมื้อแรก ลองตั้งใจในใจว่า “วันนี้ฉันจะกินอย่างมีสติ” เพราะการมีเจตนาเล็กในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นจะช่วยให้การกินเจไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เป็นการฝึกจิตใจให้สงบ และเบาในแต่ละวันได้ค่ะ
  5. ยอมให้ตัวเอง “ไม่สมบูรณ์แบบ” ได้ : ถ้าวันไหนพลาด หรือเผลอกินอาหารไม่เจ ไม่ต้องรู้สึกผิดไปนะคะ เพราะเป้าหมายของการกินเจ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ “การกลับมาเลือกอย่างมีสติ” ทุกครั้งที่เริ่มใหม่ได้นั่นเอง

การกินเจอาจดูเหมือนการงดเนื้อเพียงไม่กี่วัน แต่แท้จริงแล้วคือช่วงเวลาที่เราได้ฝึกใจให้สงบและอ่อนโยนกับชีวิตมากขึ้น ทุกคำที่เรากินเข้าไปไม่เพียงหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่ยังหล่อเลี้ยงความตั้งใจดีในใจเราเช่นกัน ขอให้เทศกาลกินเจปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่พาเราเข้าใกล้ความสมดุลทั้งกายและใจมากขึ้นอีกนิดนึงนะคะ

เด็กสมบูรณ์ซอสเห็ดหอม 800 กรัม

Inspire Now ! : สุดท้ายแล้ว “การกินเจ” ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่าดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่าเรากินด้วยเจตนาแบบไหน บางคนอาจเริ่มเพราะอยากดูแลสุขภาพ บางคนทำเพราะอยากฝึกใจ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การกินเจคือโอกาสเล็กๆ ให้เราได้หยุด พัก และกลับมาเลือกสิ่งที่อ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้นอีกนิดในแต่ละวัน เพราะบางครั้ง การดูแลใจ อาจเริ่มต้นได้จากแค่จานอาหารตรงหน้าเราเองก็ได้ค่ะ
อุดหนุนปฏิทิน Planner ของ DIYINSPIRENOW คลิกซื้อเลย !

DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าใช่ไหม ? ใครมีประสบการณ์กินเจยังไงบ้าง กินแล้วดีกับสุขภาพจริงมั้ย มาคอมเมนต์พูดคุยกันนะคะ ♡

Facebook Comments

☕ สนับสนุน DIYINSPIRENOW

เลี้ยงชานมเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือ สนับสนุนเว็บ DIYINSPIRENOW ให้เราผลิตคอนเท้นต์ดีๆต่อไปกันน้า

QR โอนสนับสนุน DIY Inspire Now
สแกน QR เพื่อโอน — แอปธนาคารจะแสดงชื่อผู้รับก่อนยืนยัน

หาข้อมูล-ลงมือเขียนและเรียบเรียงโดยทีมกองบรรณาธิการเว็บไซต์ DIY INSPIRE NOW