เทรนด์ท่องเที่ยว

NEWS : เจาะ 7 เทรนด์ท่องเที่ยวไทยครึ่งปีแรก 2569 พร้อมก้าวใหม่เมื่อ ททท. ผนึกกำลัง AirAsia MOVE

เมื่อการเดินทางไม่ใช่แค่การย้ายที่อยู่ชั่วคราว แต่คือการค้นหาประสบการณ์ที่มีความหมายและเฉพาะตัวมากขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงต้องปรับตัวให้ก้าวทันใจนักเดินทาง และเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา DIYINSPIRENOW ได้รับเชิญเข้าร่วมงานแถลงข่าว “TAT x MOVE: Seamless Journey, Amazing Thailand” ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือกับ AirAsia MOVE (แพลตฟอร์ม OTA ชั้นนำของเอเชีย) ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะเวลา 3 ปี เพื่อเปิดมิติใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทย เรียกได้ว่าเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญที่น่าจับตามองมากๆ เลยค่ะ ในบทความนี้เราก็เลยรวบรวมเทรนด์ที่น่าสนใจเพื่อให้คนชอบเที่ยว คนทำงานเกี่ยวกับท่องเที่ยวได้นำไปใช้ประโยชน์กันค่ะ

อัปเดต 7 เทรนด์การเดินทางยุคใหม่ เน้นอิสระ และประสบการณ์ท้องถิ่น แล้วมาออกแบบทริปให้ตรงใจมากกว่าเดิมกัน !

เทรนด์ท่องเที่ยว

หมดยุคของการเที่ยวตามแพทเทิร์นเดิมๆ แล้วค่ะ เพราะสถิติล่าสุดบอกเราว่า คนยุคนี้รักการเดินทางแบบ Solo Traveller และชอบแพลนทริปในสไตล์ Free & Easy ของตัวเองกันสุดๆ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกนะคะ แต่เป็นข้อมูลจริงจากฐานข้อมูลนักเดินทางระดับภูมิภาคกว่า 17 ล้านรายต่อเดือนของ AirAsia MOVE ที่ได้จับมือกับ ททท. วิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็น “7 เทรนด์การท่องเที่ยวไทย” ในช่วงครึ่งปีแรก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมสุดอินไซต์ให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยว่า ใครคือกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนการเดินทางในตอนนี้ และพวกเขาตามหาประสบการณ์แบบไหนกันแน่เวลาที่จัดกระเป๋ามาเยือนประเทศไทย

เบื้องหลังการจับมือเชื่อมโลกออนไลน์ สู่ประสบการณ์ออฟไลน์ไร้รอยต่อ

เทรนด์ท่องเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เล่าถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Platform Economy ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เสาหลักของนโยบาย Amazing 5 Economy (ควบคู่ไปกับ Life, Night, Subculture และ Circular Economy) โดยเป้าหมายคือการกระจายรายได้สู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว ผ่านแคมเปญ “5 Must Do in Thailand”

ทางฝั่งของ นางสาวนาเดีย โอมาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AirAsia MOVE ก็พร้อมจัดเต็มด้วยการนำศักยภาพของฐานผู้ใช้งานกว่า 17 ล้านรายต่อเดือน มาเปลี่ยนความต้องการในการเดินทางให้เข้าถึงง่ายและคุ้มค่าที่สุด ซึ่งการผนึกกำลังกันในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็น Data เชิงลึกที่สะท้อนถึง “7 เทรนด์สำคัญ” ที่กำลังขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ

ถอดรหัส 7 เทรนด์นักเดินทาง ใครมาไทย แล้วพวกเขาเที่ยวแบบไหนกัน?

เทรนด์ท่องเที่ยว

1. เอเชียยังคงเป็นกำลังหลัก

นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย ยังคงเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตในภูมิภาคอย่างเหนียวแน่น

2. พลังของ Millennials และ Gen Z

กลุ่มนักเดินทางอายุ 30–39 ปี คือหัวหอกสำคัญ พวกเขาไม่ได้มาแค่ถ่ายรูปเช็คอิน แต่ตามหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการผจญภัย วัฒนธรรม หรือการตามรอยอาหารท้องถิ่น

3. ยุคทองของคนชอบเที่ยวเอง (FIT)

หมดยุคของการแห่ตามธงไกด์ทัวร์แล้วค่ะ ข้อมูลระบุชัดเจนว่า นักเดินทางแบบลุยเดี่ยว (Solo Traveller) มีสัดส่วนสูงถึง 59.57% ของการจองทั้งหมด! ทุกคนหันมาออกแบบการเดินทางในสไตล์ Free & Easy ของตัวเองกันมากขึ้นแล้ว

4. “อินเดีย” มาเป็นครอบครัว พักนาน และเป็นสายเปย์

ตลาดอินเดียน่าจับตามองมาก เพราะกว่า 43% มากันเป็นครอบครัวและกลุ่มใหญ่ นิยมพำนักนานถึง 7–15 วัน และที่สำคัญคือ เป็นกลุ่มที่สร้างยอดการใช้จ่ายต่อการจอง “สูงที่สุด” บนแพลตฟอร์ม

5. “อินโดนีเซีย” พลังแห่งความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty)

แม้นักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซียจะมาเป็นคู่รัก (Couples) ประมาณ 24.71% แต่ความน่าสนใจคือ 73.4% ของที่นั่งที่ขายได้ มาจากกลุ่มสมาชิก AirAsia Members ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการกลับมาเที่ยวซ้ำสูงมาก ถือเป็นโอกาสทองของเมืองน่าเที่ยวอย่าง กระบี่ เชียงใหม่ และสมุย ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนคุณภาพ และใกล้ชิดธรรมชาติ

6. “สหรัฐอเมริกา” ตลาดทางไกล มูลค่าสูง

นักเดินทางจากฝั่งอเมริกาถึง 32% เป็นกลุ่มผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป (ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกตลาด) และมีการจองแบบไป-กลับสูงถึง 77% สะท้อนพฤติกรรมการอยู่ยาว ใช้จ่ายสูง และมักใช้ไทยเป็น “ประตู” เพื่อเชื่อมต่อไปเที่ยวยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

7. “เอเชียตะวันออก” ทริปสั้นระดับพรีเมียม

กลุ่มนักเดินทางจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่งกว่า 70% นิยมจัดทริปสั้นๆ พำนักในไทย 1–5 วัน จึงเหมาะมากกับการทำแพ็กเกจท่องเที่ยวระดับพรีเมียม หรือดึงดูดด้วยเทศกาลและอีเวนต์พิเศษต่างๆ

อ่านแล้วได้อะไร? ถอดบทเรียนจาก Data สู่ 2 มุมมองที่เปลี่ยนไป

เมื่อเรานำสถิติตัวเลขเหล่านี้มากางดูอย่างละเอียด เราจะพบว่าเราสามารถถอดบทเรียนออกมาได้เป็น 2 มุมมองที่น่าสนใจ ทั้งในมุมของ “คนชอบเที่ยว” และ “ผู้ประกอบการไทย” ดังนี้ค่ะ

1. ในมุมของ “นักท่องเที่ยว / คนชอบเดินทาง”

  • กล้าที่จะออกไปลุยเดี่ยว : ตัวเลข Solo Traveller ที่พุ่งสูงถึง 59.57% เป็นเครื่องยืนยันว่า โลกยุคนี้เปิดกว้าง ปลอดภัย และมีระบบซัพพอร์ตที่ดีเอื้อให้เราสามารถเดินทางคนเดียวได้อย่างสบายใจ ใครที่กำลังลังเลอยู่ นี่คือสัญญาณว่าคุณสามารถออกไปเปิดโลกในสไตล์ของตัวเองได้เลยค่ะ
  • เน้นคุณค่ามากกว่าแค่เช็คอิน : เทรนด์ของกลุ่ม Millennials และ Gen Z สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” การได้กินอาหารท้องถิ่นแท้ๆ หรือการไปคลุกคลีกับชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเติมเต็มพลังใจและสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตได้ดีกว่าการเที่ยวตามตารางทัวร์แบบเดิมๆ

2. ในมุมของ “ผู้ประกอบการ / คนทำธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ”

  • ทำการตลาดให้ตรงกลุ่ม (Personalization) : จากข้อมูล 3 ตลาดใหญ่อย่าง อินเดีย สหรัฐฯ และเอเชียตะวันออก ผู้ประกอบการสามารถนำไปจัดแพ็กเกจดักรอได้ตรงจุด เช่น หากต้องการจับลูกค้ากลุ่มอินเดีย ต้องเน้นบริการแบบครอบครัวใหญ่และโปรแกรมสำหรับอยู่ยาว 7-15 วัน แต่หากต้องการจับกลุ่มคนอเมริกา ต้องเน้นบริการความสะดวกสบายเพื่อตอบโจทย์วัย 50+ เป็นต้น
  • โอกาสทองของเมืองน่าเที่ยว : พฤติกรรมความภักดีต่อแบรนด์ของชาวอินโดนีเซีย ชี้เป้าชัดเจนว่า เมืองอย่างกระบี่ เชียงใหม่ และสมุย กำลังเป็นที่ต้องการ ผู้ประกอบการในพื้นที่เหล่านี้รวมถึงชุมชนท้องถิ่น สามารถชูจุดเด่นเรื่องธรรมชาติ ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพนี้ได้ทันที

ก้าวต่อไปของการท่องเที่ยวไทยที่ยั่งยืน

เทรนด์ท่องเที่ยว

ความต้องการเดินทางที่เปลี่ยนไปนี้ นำมาสู่การจับมือเชิงกลยุทธ์ระยะเวลา 3 ปีระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และ AirAsia MOVE นำโดย นางสาวนาเดีย โอมาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อน Platform Economy (การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทางออนไลน์สู่ออฟไลน์) ควบคู่ไปกับแคมเปญระดับชาติอย่าง “5 Must Do in Thailand” ที่ ททท. มุ่งหวังกระจายรายได้สู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว โดยเน้นชูจุดเด่น 5 ด้าน ได้แก่

  • Must Taste (ต้องชิม) : อาหารอร่อย อาหารท้องถิ่นที่สะท้อนเอกลักษณ์
  • Must Try (ต้องลอง) : กิจกรรมสนุกๆ หรือกีฬาที่ท้าทาย
  • Must Buy (ต้องซื้อ) : สินค้าหัตถกรรม งานคราฟต์ และของฝากชุมชน
  • Must Seek (ต้องแสวงหา) : แหล่งท่องเที่ยว Unseen มุมใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร
  • Must See (ต้องชม) : ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเทศกาลท้องถิ่น

การนำ Data เชิงลึกของนักเดินทางระดับภูมิภาค มาจับคู่กับ 5 Must Do ในแต่ละจังหวัด จะช่วยให้ออกแบบการเดินทางที่เข้าถึงง่าย คุ้มค่า และไร้รอยต่อได้อย่างตรงจุด ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์นักท่องเที่ยว แต่ยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตลอด 365 วันเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับใครที่อยากอัปเดตเทรนด์การเดินทางหรือวางแผนทริปใหม่ๆ สามารถติดตาม AirAsia MOVE ได้ทาง Instagram และ TikTok @airasiamove หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันผ่าน Apple App Store, Google Play Store และ Huawei AppGallery ได้เลยนะคะ

Facebook Comments

☕ สนับสนุน DIYINSPIRENOW

เลี้ยงชานมเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือ สนับสนุนเว็บ DIYINSPIRENOW ให้เราผลิตคอนเท้นต์ดีๆต่อไปกันน้า

QR โอนสนับสนุน DIY Inspire Now
สแกน QR เพื่อโอน — แอปธนาคารจะแสดงชื่อผู้รับก่อนยืนยัน

หาข้อมูล-ลงมือเขียนและเรียบเรียงโดยทีมกองบรรณาธิการเว็บไซต์ DIY INSPIRE NOW