ของหวานไทยมีอะไรบ้าง ? เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเมนูยอดฮิตอย่างบัวลอย ข้าวเหนียวมะม่วง เมนูมะพร้าวกะทิ หรือเมนูลอดช่อง แต่จริงๆ แล้วภูมิปัญญาขนมไทยยังมีเมนูทางเลือกที่เน้นความสดชื่นจากสมุนไพรและผลไม้ ซึ่งไขมันต่ำและดีต่อร่างกายซ่อนอยู่เพียบเลยค่ะ บทความนี้ DIYINSPIRENOW จะพาไปเจาะลึกประเภทขนมไทย พร้อมเปิดวาร์ปเมนู “ไม่ใส่กะทิ” ที่กินแล้วไม่อ้วน มีตารางเปรียบเทียบแคลอรี่อ้างอิงจากกรมอนามัยให้ดูชัดๆ และแจกสูตรทำเองง่ายๆ ที่รับรองว่าอร่อยชื่นใจแบบไม่รู้สึกผิดแน่นอนค่ะ
เช็ก ! ของหวานไทยมีอะไรบ้าง ? รวมเมนูทั้งไม่ใส่กะทิ และกะทิ เลือกกินอย่างใส่ใจ อร่อยได้แบบไม่ทำร้ายสุขภาพ
หลายคนมักคิดว่า “การกินของหวาน” คือศัตรูของสุขภาพ แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องตัดของหวานที่ชอบออกจากชีวิตเลยนะคะ สิ่งสำคัญคือการรู้จักเลือกเมนูและปริมาณให้พอดี เพราะของหวานไทยเองก็มีหลากหลายประเภทให้เลือก นอกจากของหวานไทยมีอะไรบ้างแล้ว มาเข้าใจมุมมองการ “เลือกกินอย่างใส่ใจ” เพราะแม้เราจะชอบรสหวาน แต่ถ้าเลือกประเภทและปริมาณให้เหมาะ ก็สามารถอร่อยได้โดยไม่รู้สึกผิด พร้อมทั้งได้เติมเต็มทั้งใจและสุขภาพไปพร้อมๆ กัน
กะทิชาวเกาะ 250 ml. x 6 กล่อง
รู้ก่อนกิน ! ของหวานไทย มีอะไรบ้าง ? (แบ่งตามวัตถุดิบ และกรรมวิธี)
Image Credit : canva.com-pro
ถ้าถามว่า ของหวานไทย มีอะไรบ้าง ? คำตอบไม่ได้มีแค่ขนมหวานเจี๊ยบหรือกะทิข้นคลั่กเสมอไปค่ะ เสน่ห์ของขนมไทยคือความหลากหลายที่เกิดจากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยหลักๆ เราสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกทานให้เหมาะกับสุขภาพและความชอบ ดังนี้ค่ะ
1. กลุ่มใช้น้ำกะทิ (The Creamy Classics)
กลุ่มนี้คือ “ตัวแม่” ของวงการขนมไทย เน้นรสชาติ หอม มัน เค็มตัดหวาน เหมาะกับคนที่ชอบรสสัมผัสนุ่มนวล (Creamy) แต่อาจต้องจำกัดปริมาณการทานนิดนึงนะคะ เพราะมีไขมันอิ่มตัวสูง
เมนูยอดฮิต : แกงบวดต่างๆ (กล้วยบวชชี, ฟักทองแกงบวด), ขนมครก, ปลากริมไข่เต่า, ลอดช่องน้ำกะทิ, ข้าวเหนียวมะม่วง, ข้าวเหนียวมูนหน้าต่างๆ
ข้อควรระวัง : อร่อยแต่แคลอรี่พุ่งไวที่สุดในบรรดาขนมไทย แนะนำให้กินแต่น้อย หรือเปลี่ยนจากกะทิเป็นนมอัลมอนด์/นมพิสตาชิโอแทนหากทำเองค่ะ
2. กลุ่มไม่ใช้น้ำกะทิ (The Refreshing Choices)
เรียกว่าเป็นกลุ่มพระเอกของบทความนี้เลยค่ะ เหมาะสำหรับสายเฮลตี้ที่อยากลดไขมัน แต่ร่างกายยังโหยหาความหวาน โดยแบ่งย่อยตามกรรมวิธีได้ 4 แบบ มาดูกันต่อค่ะ
(1) ขนมน้ำเชื่อม / ลอยแก้ว (Fresh & Icy)
ลักษณะ : เน้นความสดชื่น ดับกระหายคลายร้อน โดยใช้น้ำเชื่อมลอยดอกมะลิหอมๆ ราดบนผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน
เมนูแนะนำ : สละลอยแก้ว, กระท้อนทรงเครื่อง, ลูกตาลลอยแก้ว, ส้มฉุน
Inspire Tips : จุดเด่นคือ ไม่มีไขมัน (0% Fat) แต่ต้องระวังปริมาณน้ำตาลในน้ำเชื่อม แนะนำให้ตักเนื้อผลไม้กินเยอะๆ ซดน้ำน้อยๆ ค่ะ
(2) ขนมชนิดนึ่ง (Steamed Delight)
ลักษณะ : ขนมเนื้อนุ่มหนึบ หอมกลิ่นใบตอง ใช้วิธีการนึ่งผ่านไอน้ำร้อน ไม่ใช้น้ำมันเลย จึงเป็นมิตรกับรอบเอวมากกว่า 🙂
เมนูแนะนำ : ขนมกล้วย, ขนมฟักทอง, ขนมชั้น (สูตรหวานน้อย), ขนมน้ำดอกไม้
Inspire Tips : ตัวขนมมักมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาล ให้เลือกกินชิ้นที่เห็นเนื้อผลไม้/สมุนไพรเยอะๆ จะได้ไฟเบอร์เพิ่มขึ้นค่ะ
(3) ขนมเชื่อม / กวน (Glazed & Preserved)
ลักษณะ : การถนอมอาหารรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เนื้อผลไม้มีความฉ่ำวาว หนึบหนับ เข้มข้นเข้าเนื้อ
เมนูแนะนำ : กล้วยน้ำว้าเชื่อม, มันสำปะหลังเชื่อม, พุทราจีนเชื่อม
Inspire Tips : กลุ่มนี้มักจะหวานจัดที่สุด เพราะน้ำตาลซึมเข้าเนื้อ แนะนำให้กินคู่กับเครื่องดื่มร้อนไม่ใส่น้ำตาล (เช่น ชาอู่หลง หรือ ชาไม่มีคาเฟอีน ) เพื่อตัดรสและลดการดูดซึมน้ำตาล
(4) ขนมต้ม (Warm & Comfort)
ลักษณะ : ใช้วัตถุดิบต้มในน้ำร้อนหรือน้ำขิง มักจะกินอุ่นๆ ให้ความรู้สึกสบายท้อง เหมาะกับวันฝนตกหรือคนที่ท้องอืดง่าย
เมนูแนะนำ : บัวลอยน้ำขิง, ถั่วเขียวต้มน้ำตาล, มันต้มขิง
Inspire Tips : ดีต่อสุขภาพที่สุด! เพราะเราสามารถเลือกความหวานได้เอง (หรือจะไม่ใส่น้ำตาลเลยก็ได้) แถมยังได้ประโยชน์จากสมุนไพรช่วยปรับสมดุลร่างกายด้วย
ข้อควรระวัง ไม่ใส่กะทิ ไม่ได้แปลว่าผอมเสมอไป!
Image Credit : canva.com-pro
ยังมีขนมไทยอีกกลุ่มที่ “ไม่มีกะทิ” แต่มี “น้ำตาลและไขมันจากไข่แดง” สูงมาก นั่นคือกลุ่ม ขนมตระกูลทอง (ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, จ่ามงกุฎ) แม้จะไม่มีกะทิ แต่กลุ่มนี้ใช้วิธีทำในน้ำเชื่อมเข้มข้น ใครที่กำลังคุมน้ำหนักหรือดูระดับน้ำตาล แนะนำให้เลี่ยงกลุ่มนี้ หรือกินแค่พอหายอยากในโอกาสมงคลเท่านั้นนะคะ
เช็กให้ชัวร์ ! ตารางแคลอรี่ขนมไทย ใส่กะทิ VS ไม่ใส่กะทิ
หลายคนรู้ว่ากะทิทำให้อ้วน แต่ไม่เคยเห็นภาพชัดๆ ว่ามันต่างกันขนาดไหน เราลองมาเทียบกันหมัดต่อหมัดกันค่ะ ระหว่างเมนูที่ใส่กะทิ กับเมนูทางเลือกที่ “ไม่ใส่กะทิ” ในปริมาณ 1 ถ้วยเท่ากัน (ประมาณ 100-150 กรัม) ตัวเลขจะต่างกันแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ
ทีมกะทิ 🥥 (Kcal) ทีมไม่กะทิ 🧊 (Kcal) ลดได้ 📉 ข้าวเหนียวทุเรียน (450) ข้าวเหนียวเปียกลำไย (190) -260 บัวลอยไข่หวาน (367) บัวลอยน้ำขิง (160) -207 กล้วยบวชชี (279) กล้วยต้มโรยมะพร้าว (120) -159 ทับทิมกรอบ (264) เฉาก๊วยน้ำเชื่อม (90) -174 ลอดช่องน้ำกะทิ (250) ลูกตาลลอยแก้ว (100) -150 แกงบวดฟักทอง (185) ฟักทองนึ่ง (80) -105
หมายเหตุ : ปริมาณแคลอรี่เป็นการประมาณค่าเฉลี่ยต่อ 1 ถ้วยเล็ก ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลและวัตถุดิบที่แต่ละร้านใช้
อ้างอิงข้อมูลจาก : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ ตารางโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
Inspire Tips : จากตารางจะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่า “กะทิคือตัวแปรสำคัญ” เพราะในกะทิ 1 ถ้วย (240 มล.) ให้พลังงานสูงถึง 300-400 kcal และมีไขมันอิ่มตัวสูง ในขณะที่เมนูไม่ใส่กะทิ พลังงานส่วนใหญ่จะมาจาก “แป้งและน้ำตาล” เท่านั้น ดังนั้น ถ้าอยากกินของหวานให้รอดในช่วงลดน้ำหนัก แนะนำให้เลือกฝั่งขวา (ทีมไม่ใส่กะทิ) และ “สั่งหวานน้อย/ซดน้ำเชื่อมให้น้อยลง” ก็จะช่วยลดแคลอรี่ลงได้อีก 30-40% เลยทีเดียวค่ะ!
น้ำตาลหล่อฮั่งก๊วยสีทอง ออร์แกนนิค 0 แคลอรี่ 0 ดัชนีน้ำตาล | คีโต | ผู้ป่วยเบาหวาน
แจกสูตร 3 เมนูของหวานไทยไม่ใส่กะทิ ทำง่าย อร่อยได้สุขภาพ
เปลี่ยนครัวที่บ้านให้เป็นคาเฟ่ขนมไทยสไตล์เฮลตี้กับ 3 เมนูเด็ดที่คัดมาแล้วว่า “ทำง่าย-ถ่ายรูปสวย-แคลอรี่ต่ำ” มือใหม่แค่ไหนก็ทำตามได้แน่นอนค่ะ
1. มันม่วงต้มขิงน้ำตาลทรายแดง
Image Credit : canva.com-pro
เมนูนี้คือที่สุดของความ Relax! ได้ความหวานธรรมชาติจากมันม่วง ตัดกับความเผ็ดร้อนเบาๆ ของน้ำขิง ช่วยขับลมและกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีมากค่ะ
วัตถุดิบ :
มันม่วง 1 หัวใหญ่ (เลือกหัวแน่นๆ ผิวเรียบ)
ขิงแก่ 1 แง่ง (ทุบพอแตก)
น้ำตาลทรายแดง (หรือน้ำตาลหญ้าหวาน) 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือปรับตามชอบใจ
น้ำเปล่า 3 ถ้วย
วิธีทำ :
ปอกเปลือกมันม่วง ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทรงเต๋าขนาดพอดีคำ (แช่น้ำเกลือเล็กน้อยไม่ให้ดำ)
ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ใส่ขิงแก่ลงไปต้มประมาณ 5-10 นาทีจนกลิ่นหอมฟุ้ง
ใส่มันม่วงลงไป ลดไฟลงเหลือไฟกลาง ต้มต่อประมาณ 10-15 นาที (เช็กสุกโดยใช้ส้อมจิ้ม)
ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายแดง ชิมรสหวานตามชอบ แล้วปิดเตาพร้อมเสิร์ฟ !
Inspire Tips : อยากให้เมนูนี้ดูพรีเมียมขึ้น ลองโรย “งาขี้ม่อน” คั่วหอมๆ ก่อนเสิร์ฟ จะได้ Texture กรุบกรอบ และโอเมก้า-3 เพิ่มด้วยค่ะ
พลังงานทั้งหมด : ประมาณ 110 – 130 kcal (ต่อ 1 ถ้วย)
แยกสัดส่วนให้เห็นภาพ :
ถ้วยปกติ (ใส่น้ำตาลทรายแดง) :
มันม่วง = 86 kcal
น้ำตาลทรายแดง = 25 kcal
ขิง : แทบไม่มีแคลอรี่
รวมทั้งถ้วย = 111 kcal (โดยประมาณ)
ถ้วยสูตรเฮลตี้ (ใช้น้ำตาลหญ้าหวาน แทน) :
มันม่วง = 86 kcal
หญ้าหวาน = 0 kcal (ตัดแคลอรี่น้ำตาลออกไปเลย)
ขิง : แทบไม่มีแคลอรี่
รวมทั้งถ้วย = 86 kcal (หรือปัดกลมๆ ประมาณ 90 kcal )
Why it’s good : แคลอรี่เท่ากับการกินกล้วยหอม 1 ลูก แต่อิ่มท้องนานกว่าเพราะมีไฟเบอร์จากมันม่วง และช่วยเบิร์นไขมันจากฤทธิ์ร้อนของขิง
2. วุ้นผลไม้สด น้ำมะพร้าว
Image Credit : canva.com-pro
ลืมวุ้นกะทิแบบเดิมๆ ไปได้เลย สูตรนี้ใช้น้ำมะพร้าวแท้ 100% ให้ความหอมหวานสดชื่น พร้อมเนื้อผลไม้ฉ่ำๆ เต็มคำ แคลอรี่ต่ำจนน่าตกใจ
วัตถุดิบ :
น้ำมะพร้าวสด 500 มล.
ผงวุ้น 1/2 ช้อนโต๊ะ
ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน (สตรอว์เบอร์รี, กีวี่, ส้ม, บลูเบอร์รี่) หั่นชิ้นเล็ก
น้ำตาลทราย (เลือกใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เพราะน้ำมะพร้าวหวานอยู่แล้ว)
วิธีทำ :
เทผงวุ้นลงในน้ำมะพร้าว คนให้กระจายตัวแล้วพักทิ้งไว้ 10-15 นาที (ขั้นตอนนี้สำคัญมาก! เพื่อให้วุ้นอิ่มน้ำ ต้มแล้วจะได้ไม่คายน้ำภายหลัง)
นำขึ้นตั้งไฟกลาง คนตลอดเวลาจนน้ำเดือดและผงวุ้นละลายหมด (สังเกตว่าไม่มีเม็ดๆ ติดทัพพี)
จัดเรียงผลไม้ใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เทน้ำวุ้นที่เริ่มอุ่นลงไปจนเต็ม
แช่ตู้เย็น 1-2 ชั่วโมงให้เซ็ตตัว แกะออกจากพิมพ์ จัดใส่จานสวยๆ ได้เลย
Inspire Tips : ถ้าอยากได้เลเยอร์สวยๆ ให้เทวุ้นครึ่งพิมพ์ก่อน รอให้หน้าตึงนิดๆ แล้วค่อยวางผลไม้และเทวุ้นทับ ผลไม้จะลอยอยู่ตรงกลางพอดี ไม่จมก้นพิมพ์ค่ะ
พลังงานทั้งหมด : ประมาณ 70 – 80 kcal (ต่อ 1 ถ้วย/ชิ้นใหญ่)
แยกสัดส่วนให้เห็นภาพ :
น้ำมะพร้าว (150ml) : ~30 kcal
ผลไม้รวม (สตรอว์เบอร์รี/กีวี่ 50g) : ~30-40 kcal
ผงวุ้น : 0 kcal
Why it’s good : แคลอรี่ต่ำที่สุดใน 3 เมนู เหมาะเป็นของว่างยามบ่ายที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงค่ะ
3. ขนมกล้วยสูตรไร้แป้ง
Image Credit : canva.com-pro
ขนมไทยเนื้อหนึบที่ดัดแปลงมาเพื่อสายคลีนโดยเฉพาะ ตัดแป้งมัน/แป้งท้าวยายม่อมออก แล้วใช้ “ข้าวโอ๊ต” แทน ได้ไฟเบอร์เน้นๆ อิ่มนานสุดๆ
วัตถุดิบ :
กล้วยน้ำว้าสุกงอม (เปลือกดำยิ่งดี) 5 ลูก
ข้าวโอ๊ต (Instant Oats) ปั่นละเอียด 1 ถ้วย
นมอัลมอนด์ หรือ นมถั่วเหลือง 1/4 ถ้วย
มะพร้าวขูดขาว (สำหรับโรยหน้า)
เกลือป่นเล็กน้อย (ดึงรสหวาน)
วิธีทำ :
บดกล้วยน้ำว้าให้ละเอียด (ชอบ Texture หยาบๆ บดไม่ต้องละเอียดมากได้ค่ะ)
ใส่ข้าวโอ๊ตบด เกลือ และนมลงไป นวดผสมให้เข้ากันจนเนื้อเนียนหนืด
ตักใส่ถ้วยตะไลหรือกระทงใบตอง โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด
นำไปนึ่งในน้ำเดือดจัด 15-20 นาที จนสุกหอม (สังเกตเนื้อขนมจะใสขึ้นเล็กน้อย)
Inspire Tips : สูตรนี้ถ้าใครติดหวาน สามารถเติมน้ำผึ้งลงไปในเนื้อขนมได้นิดหน่อย แต่จริงๆ ความหวานจากกล้วยงอมก็เอาอยู่แล้วค่ะ
พลังงานทั้งหมด : ประมาณ 85 – 95 kcal (ต่อ 1 ถ้วยตะไล/ชิ้นพอดีคำ)
แยกสัดส่วนให้เห็นภาพ:
กล้วยน้ำว้า (1/2 ลูก): ~50 kcal
ข้าวโอ๊ต: ~20 kcal
มะพร้าวขูด (โรยหน้า): ~15 kcal
Why it’s good : แม้ตัวเลขจะดูเกือบเท่ามันต้มขิง แต่แป้งที่ได้เป็น Complex Carb (คาร์บเชิงซ้อน) จากข้าวโอ๊ต และกล้วย ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึม ไม่เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมเร็วเหมือนแป้งขัดขาวค่ะ
เคล็ดลับปรับสูตรขนมไทยให้ “เฮลตี้” ยิ่งขึ้น
Image Credit : canva.com-pro
ใครว่าขนมไทยต้องหวานเจี๊ยบหรือมันเลี่ยนเสมอไป? แค่เรารู้จัก “Twist” วัตถุดิบนิดหน่อย เราก็สามารถเสกของหวานไทยจานโปรดให้กลายเป็นเมนูสุขภาพได้ง่ายๆ โดยที่รสชาติยังอร่อยฟินเหมือนเดิม ลองเอา 3 เทคนิคนี้ไปใช้ดูนะคะ
1. เปลี่ยนความหวาน ให้ละมุน และปลอดภัยกว่า
น้ำตาลดอกมะพร้าวแท้ : แทนที่จะใช้น้ำตาลทรายขัดขาว ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำตาลดอกมะพร้าวดูค่ะ เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าด แถมยังให้กลิ่นหอมนวลๆ เข้ากับขนมไทยสุดๆ
สารให้ความหวานทดแทน : สำหรับใครที่เคร่งเรื่องแคลอรี่ ลองใช้ “หญ้าหวาน (Stevia)” หรือ “หล่อฮังก๊วย” แทนน้ำตาลทรายบางส่วน (หรือทั้งหมด) จะช่วยตัดแคลอรี่จากน้ำตาลออกไปได้เกือบ 100% เลยค่ะ
2. เปลี่ยนกะทิ ให้คลีนแต่ยังครีมมี่
นมธัญพืช : หากเมนูไหนขาดความมันไม่ได้จริงๆ ลองใช้ “นมอัลมอนด์” หรือ “นมพิสตาชิโอ” แทนกะทิค่ะ จะได้ความหอมมันแบบนัวๆ แถมได้ไขมันดี (Good Fat) ดีต่อหัวใจ หรือถ้าชอบรสชาติคุ้นเคย “นมถั่วเหลืองแบบไม่หวาน” ก็เป็นทางเลือกที่หาง่ายและราคาประหยัดค่ะ
นมนึ่ง : สำหรับเมนูอย่างสังขยา ลองใช้นมสดหรือนมธัญพืชไปนึ่งแทนกะทิ เนื้อสัมผัสจะนุ่มเนียนไม่แพ้กันเลย
3. เพิ่มธัญพืช เพิ่ม Texture และให้อิ่มนาน
อย่ากินแค่แป้งกับน้ำตาล ลองเติมท็อปปิ้งที่มีไฟเบอร์สูงๆ ลงไปด้วย เช่น ลูกเดือย, ถั่วแดง, ข้าวโพด, หรือเม็ดแมงลัก
การเคี้ยวธัญพืชเหล่านี้จะช่วยเพิ่ม Texture ให้สนุกปาก และกากใยจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้อิ่มนานขึ้น ไม่หิวบ่อยหลังกินเสร็จค่ะ
บลูไดมอนด์ อัลมอนด์ บรีซ นมอัลมอนด์ (รสจืด) 946 มล.
Inspire Now ! : การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้อง “งด” ของหวานเสมอไป แค่เราเปิดใจทำความรู้จักว่า ของหวานไทย มีอะไรบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใส่กะทิ และรู้จักปรับสูตรเล็กๆ น้อยๆ ตามคำแนะนำข้างต้น เราก็สามารถมีความสุขกับรสชาติขนมไทยแสนอร่อยที่คุ้นเคย พร้อมกับปั้นหุ่นสวยสุขภาพดีไปพร้อมๆ กันได้แบบไม่เครียดเลยค่ะ
DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันได้ไอเดียของกินใช่ไหม ? ใครกินของหวานแบบไหนกันอยู่บ้าง มาคอมเมนต์แบ่งปันกันนะคะ ♡