ธนาคารเวลา

Interview : ฝาก “เครดิตเวลา” ถอน “ความสุข” รู้จัก “ธนาคารเวลา” ระบบที่ทำให้เรารู้ว่าการเป็นผู้ให้…อิ่มใจแค่ไหน ?

เคยได้ยินประโยคที่ว่า “Time is Money” หรือ “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ไหมคะ?

ในโลกที่หมุนไวด้วยระบบทุนนิยม เราต่างทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับตัวเลขในบัญชี จนบางครั้ง เราอาจหลงลืมไปว่า ยังมี “ความมั่งคั่ง” อีกรูปแบบหนึ่งที่เงินซื้อไม่ได้ นั่นคือ “น้ำใจ” และ “มิตรภาพ” ของคนใกล้ตัว ในบทความนี้ DIYINSPIRENOW อยากชวนทุกคนมาเปิดบัญชีความสุขรูปแบบใหม่กับ “ธนาคารเวลา” (Time Bank) พื้นที่ที่ไม่ได้มีไว้ฝากถอนเงินตรา แต่มีไว้แลกเปลี่ยน “เวลา” และ “ทักษะ” ของผู้คนในชุมชนกันค่ะ

เมื่อ “เวลา” มีค่ามากกว่าเงินตรา คุยกับ “ธนาคารเวลา” พื้นที่ที่คนแปลกหน้ากลายเป็น “เพื่อนสนิท” ผ่านการให้ที่วัดค่าไม่ได้

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพ “ธนาคารเวลา” มากขึ้น DIYINSPIRENOW ได้รับโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “3 บุคคลสำคัญ” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธนาคารเวลาสำหรับทุกกลุ่มวัยภาษีเจริญมาร่วมพูดคุย และแชร์เรื่องราวที่น่าสนใจของธนาคารเวลากันแบบเจาะลึกค่ะ

Guest :

  1. ผศ.ดร.เนตร หงษ์ไกรเลิศ (ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยสยาม) 
  2. คุณศรีดา อยู่สบาย (สมาชิก และผู้จัดการธนาคารเวลา สาขาชุมชนศิรินทร์ และเพื่อน) 
  3. คุณสมศักดิ์ คงสบาย (สมาชิก และผู้ลงข้อมูลระบบสมาชิก, สรุปการแลกเปลี่ยนโครงการธนาคารเวลา สาขาชุมชนศิรินทร์ และเพื่อน) 

ทั้ง 3 ท่านจะมาช่วยไขคำตอบให้เราเห็นว่า เมื่อ “เวลา” และ “หัวใจ” มาเจอกัน สังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้ขนาดไหน ไปติดตามบทสัมภาษณ์กันเลยค่ะ

“หัวใจของธนาคารเวลาคือ ‘การลดรายจ่ายของครอบครัว’ และสิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขที่เงินซื้อไม่ได้” และเป้าหมายหลัก คือ การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง – อ.เนตร

ธนาคารเวลา = ระบบลงแขกยุค 5G

เริ่มต้นด้วยคำถามเบสิกที่หลายคนน่าจะสงสัยว่าธนาคารเวลาคืออะไรกันแน่ ? แล้วต่างจากการไปทำจิตอาสาที่เราคุ้นเคยยังไง ?

1.  อยากให้ช่วยเล่าคอนเซปต์ของ “ธนาคารเวลา” แบบเข้าใจง่ายที่สุดให้หน่อยค่ะ ว่าต่างจากการทำงานจิตอาสาทั่วไปอย่างไร?

อาจารย์เนตรเล่าความต่างให้เราฟังว่า ต่างกันโดยสิ้นเชิง ‘จิตอาสา’ ทั่วไป คือการทำเลย ไม่ต้องการอะไรตอบแทน ต้องควักเนื้อตัวเอง จ่ายค่ารถเอง เพื่อความอิ่มอกอิ่มใจ แต่ในขณะที่ ‘ธนาคารเวลา’เหมือนกับ ‘การลงแขกสมัยก่อน’ คือไปช่วยเกี่ยวข้าวบ้านเขา เสร็จปุ๊บ เขาก็มาช่วยเรา แต่ธนาคารเวลา ช่วยเหลือกันก็จริง แต่ว่า ‘มีระบบของการจด’ ที่ล้อจากธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วย มีผู้จัดการ มีสมุดบันทึกเครดิตเวลา มีการฝาก มีการถอน ถ้าเราไปช่วยเขา เราจะได้เครดิตเวลามาฝากไว้ พอเราเดือดร้อน เราก็ถอนเวลาเครดิตนั้นไปขอให้สมาชิกคนอื่นมาช่วยเรา 

“เราต้องเอา “ทักษะ” ของเราไปฝาก เช่น อาจารย์เจี๊ยบเป็นครูก็จริง แต่อาจารย์เจี๊ยบบอกว่า เย็บผ้าเก่ง ทำผมได้ ตัดเล็บได้ 3 อันเนี้ย อาจารย์เจี๊ยบก็ไปเปิดบัญชี ก็ฝากทักษะไว้ 3 อย่าง แต่อาจารย์เจี๊ยบไม่ได้ฝากการสอนเนาะ เพราะไม่ชอบ ไม่เกี่ยวกัน เพราะฉะนั้น 3 อย่างเนี้ยไปฝากไว้ ดังนั้นใครที่ต้องการตัดเล็บ บอกผู้จัดการ “ตอนนี้ป้าอยากตัดเล็บจังเลย ป้าอายุเยอะมองไม่เห็น ใครว่างมั่ง” อาจารย์เจี๊ยบบอกว่าว่าง ผู้จัดการก็บอก “อาจารย์เจี๊ยบไปให้หน่อย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง” อาจารย์เจี๊ยบบอก “โอ๊ย ป้าคนนี้แก่แล้ว เอาชั่วโมงเดียวก็แล้วกัน” เวลาอาจารย์เจี๊ยบไป ชั่วโมงนึง ป้าเอาน้ำมาเสิร์ฟ ป้าพูดคุย ป้าคุยอะไรให้ฟัง ทีแรกไม่ค่อยรู้จักกัน แต่ตอนหลังก็เริ่มสนิทสนมกัน เวลาเราไปทำแบบนี้ ความสวยงามของมันคือ สิ่งที่เรามาเจอกันกลางทาง ไม่ใช่ว่าไปรับจ้างทำ เสร็จ จบ แต่ว่าในขณะที่ไปถึง มีการพูดคุยกัน มีการให้น้ำ มีการฝากของไปให้ลูกหน่อย ซึ่งจ้างคือจ้าง แต่ธนาคารเวลาไม่ใช่การจ้าง เหมือนกับเป็นการช่วยเหลือกันของสมาชิก แต่มีสิ่งตอบแทนเป็นเครดิตเวลา”

ตัวอย่างการบันทึกเวลา

สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือระบบนี้เปลี่ยน “น้ำใจ” ให้เป็น “เครดิต” ที่ตรวจสอบได้ โดยมีผู้จัดการธนาคารเวลาเป็นผู้ดูแล หลักการง่ายๆ คือ

  • ฝากเครดิตเวลา (Deposit): เมื่อเราสละเวลาไปใช้ทักษะช่วยเหลือผู้อื่น (เช่น ตัดผม, ซ่อมไฟ, พาไปหาหมอ) เราจะได้รับ “เครดิตเวลา” สะสมไว้ในสมุดบัญชี
  • ถอนเครดิตเวลา (Withdraw): เมื่อวันหนึ่งเราต้องการความช่วยเหลือ เราสามารถนำเครดิตเวลาที่สะสมไว้มา “เบิกถอน” เพื่อขอให้เพื่อนสมาชิกมาช่วยเราได้

จุดเปลี่ยนจาก “เงิน” สู่ “เวลา”

ในเมื่อโลกหมุนด้วยเงิน แล้วทำไมเราถึงควรหันมาแลกเปลี่ยนด้วยเวลากันล่ะ?

2. ในสังคมปัจจุบันที่เรามักตีมูลค่าทุกอย่างเป็น “ตัวเงิน” อะไรคือ จุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point) ที่ทำให้ทางโครงการเชื่อมั่นว่า “เวลา” สามารถนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความสุขได้จริงคะ ?

อ.เนตร เล่าต่อว่า “ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง ความเหลื่อมล้ำจะเกิดขึ้นทันทีครับ แต่ถ้าใช้เวลา เราจะเห็นความเท่าเทียมกัน… จริงอยู่ว่าทำธนาคารเวลาไม่ได้เงิน ไม่ได้มีรายได้ แต่ ‘ลดรายจ่าย’ ได้จริง เช่น ค่าตัดผม ค่าซ่อมบ้าน ที่ปกติต้องเสียเงินเป็นพัน เราใช้เวลาแลกกันได้ และสิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือความสัมพันธ์ครับ เราไม่ได้จ้างเขามาทำแล้วจบ แต่เขามารู้จักเรา มาเป็นเพื่อนเรา ซึ่งตรงนี้เงินซื้อไม่ได้”

ผศ.ดร.เนตร หงษ์ไกรเลิศ (ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยสยาม) 

1 ชั่วโมงของ CEO = 1 ชั่วโมงของแม่บ้าน

3. การสื่อสารให้คนเข้าใจ และยอมรับแนวคิดที่ว่า 1 ชั่วโมงของทุกคนเท่าเทียมกันมีความท้าทายยังไงบ้างคะ ?

อาจารย์เนตรเล่าตัวอย่างต่ออีกว่า มีอยู่ที่นึง เขาบอกว่า “ผมเป็นช่าง วิศวกร ถ้าผมเอามาแลก โอ้โห ผมได้ชั่วโมงละตั้ง 4,000 ในขณะที่ไปตัดต้นไม้ ผมจะได้แค่ 300 ผมว่าไม่ยุติธรรม” ไอ้แบบนี้จะไม่เกิดในสมาชิกธนาคารเวลา เพราะถ้าลุงคนนี้ที่เป็นวิศวกร ยังไม่คิดถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สุดท้ายลุงต้องไม่มาอยู่เป็นสมาชิก เพราะฉะนั้น เราจะไม่เทียบเรื่องเงินกับเรื่องเวลากัน เพราะว่าหลักการข้อนึงของเราก็คือ “ทุกคนมีความเท่าเทียม” 1 ชั่วโมงของวิศวกร 1 ชั่วโมงของผู้พิพากษา 1 ชั่วโมงของนิติกร เท่ากับ 1 ชั่วโมงของไรเดอร์ ของ รปภ. หรือคนที่ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินค่าเงินด้วยซ้ำไป”

คุณสมศักดิ์เสริมถึงความท้าทายในการสื่อสารเรื่องนี้ว่า คนไม่เข้าใจว่าทำแล้วได้อะไร อ้างว่าไม่มีเวลา ทีมธนาคารเวลาจึงต้องใช้วิธีทำให้ดู ให้เห็นว่าการช่วยเหลือกันนี่แหละคือการฝากเครดิตเวลา จนเขาเริ่มเปิดใจและเข้าใจว่าทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเท่ากันหมด ทีมทำงานจึงต้องเข้าอบรมกับมหาวิทยาลัยสยามเพื่อทำความเข้าใจวิธีการของธนาคารเวลา รวมถึงมีการเชิญอาจารย์จาก ม.สยาม เข้ามาเป็นวิทยากรในชุมชนอีกด้วย

สร้างพื้นที่ปลอดภัยในสังคมเมือง

อีกหนึ่งความท้าทายของการทำธนาคารเวลาในชุมชนก็คือเรื่องความปลอดภัย มาดูกันต่อค่ะว่า ทางธนาคารเวลาเขามีวิธีจัดการเรื่องนี้ยังไง ?

4. ทางธนาคารเวลามีวิธีสร้างความเชื่อมั่นยังไงให้สมาชิกรู้สึกปลอดภัย และกล้าที่จะ “เปิดใจ” เชื่อมโยงกันในพื้นที่ส่วนตัวคะ ?

คุณศรีดา และคุณสมศักดิ์เล่าให้เราฟังว่า การรู้จักกันในชุมชน การมีผู้จัดการเป็นคนกลาง และมีการคัดกรองกันเองโดยใช้ “ใจ” นำทาง จะทำให้เรารู้ว่าใครเป็นใคร ไว้ใจได้ไหม พอได้ลองเปิดใจแลกเปลี่ยนช่วยเหลือกันแล้ว บรรยากาศความไม่สนิทกัน ไม่ค่อยได้คุยกันก็ถูกแทนที่ด้วยความไว้ใจ และสนิทใจกันมากขึ้น 

“ชุมชนของศิรินทร์และเพื่อน จะมีข้อดีตรงที่ว่า เราเป็นชุมชนที่เป็นหมู่บ้านมั่นคง ที่แต่ละคน แต่ละซอย เขารู้จักกันเกือบทุกหลัง ทำให้เรามีความมั่นใจในส่วนหนึ่งว่า คนที่เขาเข้าร่วม จะเป็นคนที่คัดกรองแล้วส่วนหนึ่ง เราไว้ใจได้ แล้วเราก็คัดกรองโดยว่า ถ้าเขาเรียกให้เราหาคนไปช่วยเหลือเนี่ย ก็จะคัดกรองโดยผู้จัดการธนาคารอีกทีหนึ่งว่า คนเนี้ยไว้ใจได้” นอกจากคำพูดของคุณสมศักดิ์แล้ว คุณศรีดา ผู้จัดการโครงการธนาคารเวลายังเสริมอีกว่า การรู้จักกันของสมาชิกธนาคารเวลาชุมชนศิรินทร์และเพื่อนนั้นเริ่มต้นมาจาก 7 กลุ่มออมทรัพย์ ที่มาจาก 4 เขต ด้วยวัตถุประสงค์ที่อยากมีที่อยู่ มีการพบปะกัน ประชุมพูดคุยกันจนเป็นกลุ่มโครงการบ้านมั่นคงที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2547 จึงทำให้รู้จักคุ้นเคยกันนั่นเอง

Inspire Tips : รู้หรือไม่ ? ธนาคารเวลาอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ปัจจุบันแนวคิดธนาคารเวลาเริ่มขยายวงกว้างไปในหลายพื้นที่เลยค่ะ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังกระจายไปทั่วไทยเพื่อให้เข้ากับบริบทของแต่ละชุมชน

  • โซนภาษีเจริญ : เป็นพื้นที่นำร่องที่เข้มแข็งมาก มีถึง 7 พื้นที่ (ครอบคลุมทั้งโรงเรียน สถานประกอบการ และ 5 ชุมชน)
  • ทั่วประเทศไทย : มีเครือข่ายทั้งใน เชียงใหม่, ภาคอีสาน, สุรินทร์ และเขตอื่นๆ ในกรุงเทพฯ
  • ความหลากหลาย : รูปแบบอาจปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่ เช่น บางที่ใช้ “กลุ่มแม่บ้าน” ขับเคลื่อน แต่ที่ภาษีเจริญใช้รูปแบบ “ชุมชน”
คุณศรีดา อยู่สบาย (สมาชิก และผู้จัดการธนาคารเวลา สาขาชุมชนศิรินทร์ และเพื่อน) 

บรรยากาศที่เปลี่ยนไปของ “ชุมชน”

5. พอมีธนาคารเวลาเข้ามาแล้ว บรรยากาศในชุมชนเปลี่ยนไปไหม ?

คุณศรีดาเล่าว่าถึงจะรู้จัก คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว แต่ว่าบรรยากาศก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน จากที่ต่างคนต่างอยู่ หรือช่วยกันแบบไม่มีระบบ การมีธนาคารเวลาก็ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงที่ลึกขึ้น มีการพูดคุยกันมากขึ้นในกลุ่มไลน์ ไม่ใช่แค่การช่วยงาน แต่คือการ ‘ใส่ใจ’ ช่วยกันสอดส่อง มีความอุ่นใจที่เกิดขึ้นจริง 

“ตัวอย่างที่มันเกิด Peak ก็จะเป็นเรื่องของ “ป้ายุพิน” แกจะอยู่บ้านคนเดียว แล้วแกจะมีลูกที่ไม่ปกติทางสมองค่ะ การดูแลของเขาก็เป็นไปตามสภาพ แต่บังเอิญว่า ทาง รพ.ราชพิพัฒน์ เขาได้มาประสานงานกับชุมชนว่าจะขอติดตั้งกล้องเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียงมั่ง อยู่บ้านคนเดียวมั่ง เขาก็จะ co กับพี่ เพราะถือว่าพี่ก็เป็นผู้นำชุมชนตรงนี้ ว่าถ้าหากเขามีประเด็นอะไรเกี่ยวกับผู้สูงอายุ อะไรยังไง ที่นอนติดเตียงอยู่ อะไรอย่างเงี้ย ก็จะโทรให้เราไปดู ทีนี้เราก็ถามไถ่บ้าง บางทีเราก็ให้เด็กทำอาหารไปให้แกบ้างจุด Peak ของตรงนี้ จะเป็นเรื่องที่ว่า ทางราชพิพัฒน์เขาโทรมาหาพี่ ว่าทำไมป้าเขาถึงนอนหันหลังให้กล้องอย่างเดียวเลย ทำไมถึงไม่หันหน้าพลิกบ้าง เราก็ไปดูก็พบว่า แกมีแผลลึกมากเลยเราก็เลยต้องประสานโรงพยาบาลให้มารับตัวแกไป จากการสันนิษฐานของหมอ เขาบอกว่า ต้องเป็นแผลที่มีการกระแทกอย่างแรงมาก หมอเขาก็เลยบอกว่างั้นก็ต้องอยู่รักษา เวลาพี่ไปหาแก แกจะไม่กล้าพูดอะไรเลย ไม่กล้าบอกอะไรเราเลยว่า แกมีความทุกข์อะไร สุดท้าย พอไต่สวนสอบสวนก็คือ ลูกแกเอาแกไปโขกตรงโถส้วมห้องน้ำอะ เราก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างงั้น ขอให้โรงพยาบาลช่วยจัดหาสถานที่ให้แกอยู่ที่อื่น ไม่ต้องอยู่กับลูก แกก็ไปได้ใช้ชีวิตอยู่ในสถานผู้สูงอายุ แกก็ดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น อันนี้ก็ถือเป็นแค่เรื่องนึง ที่เรารู้สึกว่า เราได้ช่วยคนคนหนึ่ง ที่ประสบกับปัญหาชีวิตแบบนี้”

เปลี่ยน “คนไม่มีตัวตน” ให้กลายเป็น “คนสำคัญ”

ส่วนตัวประทับใจเรื่องนี้มาก เพราะธนาคารเวลาช่วยคืนคุณค่าให้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือคิดว่าไม่มีตัวตน เรามาฟังเรื่องราวกันต่อค่ะ

6. สมาชิกที่เข้ามา เขาเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างคะ? โดยเฉพาะเรื่องการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-Worth) ?

พี่ศรีดาเล่าต่อว่าที่เปลี่ยนชัดเจนมากก็คือ ‘กลุ่มเด็กและเยาวชน’ แต่ก่อนจะไม่กล้าเข้าหาผู้ใหญ่ รู้สึกไม่มีที่ยืน แต่พอเขาได้ใช้ทักษะตัวเอง เช่น วาดรูปเก่ง หรือสอนผู้สูงอายุใช้แอปต่างๆ ‘เขารู้สึกว่าเขามีตัวตน’ มั่นใจในตัวเองมากขึ้น

“อย่างเช่น มีน้องคนหนึ่ง เขาเก่งศิลปะมาก เขาก็จะมีงานที่ต้องส่งครู เขาก็ให้พี่มาช่วยสอนวาดรูป หรือมาเป็นแบบให้เขา เพื่อที่เขาจะทำงานศิลปะส่งครู ซึ่งเขาก็ได้ใช้ทักษะศิลปะของเขามาช่วยสอนคนอื่นในธนาคารเวลาด้วย

อีกคนหนึ่ง เขาเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เรียนแบบ 2 ภาษา เขาก็จะอาสามา “สอนการบ้านภาษาอังกฤษ” ให้น้องๆ ในชุมชนที่อาจจะภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง เขาก็ใช้ความเก่งของเขาตรงนี้มาช่วย

แล้วก็มี อีกคนหนึ่ง ที่เขาเก่งเรื่อง “เทคโนโลยี” เขาเรียนมาสายนี้ เขาก็จะมาคอยสอน มาคอยบอกผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นเนี่ยค่ะ เขาจะไปช่วย “สอนเทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุ” เช่น สอนลงแอปฯ เป๋าตังค์, สอนลงทะเบียนคนละครึ่ง, หรือสอนใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งผู้สูงอายุทำไม่เป็น เขาก็ไปสอนกัน”

คุณสมศักดิ์ คงสบาย (สมาชิก และผู้ลงข้อมูลระบบสมาชิก, สรุปการแลกเปลี่ยนโครงการธนาคารเวลา สาขาชุมชนศิรินทร์ และเพื่อน) 

เรื่องราวประทับใจ (Success Case)

ลองมาดูตัวอย่างของเคสน่าประทับใจจากทีมงานธนาคารเวลากันต่อค่ะ

7. อยากให้ช่วยยกตัวอย่าง “เรื่องราวที่ประทับใจ” ของสมาชิกที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเวลาหน่อยค่ะ

คุณสมศักดิ์เล่าว่า “ตัวอย่างเรื่องราวที่ประทับใจจากคนที่ไม่รู้จัก กลายเป็นญาติสนิท น่าจะ “คุณอภิษฐา” เขาอยู่ซอย 7 เขาก็จะมีทักษะเสริมสวย ทำเล็บ ทำอาหารได้ เขาฝากไว้ แต่ก่อนนี้ไม่ค่อยออกมาคุยกัน ไม่ค่อยมีกิจกรรมที่เขามาเข้าร่วม ไม่ค่อย เจอจริงๆ แต่ว่าพอมีกิจกรรมธนาคารเวลา เขาก็จะมาช่วย โดยที่ตอนแรกเราไม่เคยคุยกัน ก็นึกว่าเขาเป็นคนเก็บตัวนะ ไม่ค่อยคุยกับใคร ไม่มีเพื่อน รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ พอเขามาตรงนี้ก็ได้เห็นว่าเขาก็เป็นคนคุยสนุกนะ คุยได้ทุกเรื่อง เป็นคนกันเอง ก็ทำให้เรา สนิท มีทักทายกัน ได้เพื่อนกว้างขึ้น ประมาณนี้ครับ”

ส่วนหนึ่งของภาพกิจกรรมธนาคารเวลาในชุมชนภาษีเจริญ

สิ่งที่ได้มากกว่า “เงินทอง”

ทำแล้วไม่ได้ตังค์ แล้วเราได้อะไร?

8. ในมุมมองของคุณ “การเป็นผู้ให้เวลา” ให้อะไรกลับคืนมาแก่ผู้ให้ ที่มีค่ามากกว่าเงินทองบ้างคะ ?

คุณศรีดาให้มุมมองความสุขทางใจ เป็นการยอมรับและเข้าใจตัวเองที่น่าคิดมากค่ะ เธอบอกว่า “พี่มองว่าได้ “คุณค่าของเราเอง” ค่ะ คุณค่าของตัวพี่เอง พี่ก็คิดว่า ไอ้คุณค่าที่ในตัวเรามี เราไม่ได้แสดงออก ไม่ได้ทำให้คนเห็นว่า ในตัวเรามีคุณค่าอะไรที่จะมอบให้กับเพื่อนบ้าน มอบให้กับชุมชน มอบให้กับคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ว่าเราให้ด้วยใจ แล้วก็ไม่หวังอะไรตอบแทนเป็นเงินเป็นทอง เรามีคุณค่าที่จะให้เขานะ เราไม่ได้ว่าฉันต้องได้เงิน เวลาฉันมีค่านะ ฉันต้องได้สิ่งตอบแทนกลับมามากมาย ไม่ค่ะ อันนี้เราพิสูจน์ได้ว่า เราใช้คุณค่าของตัวเราเอง เพื่อจะมอบให้เพื่อนๆ เพราะเรามองถึงภาพอนาคตว่า ต่อไปถ้าสังคมหรือโลกนี้ไม่มีเงินมาเป็นตัวกำหนดว่าทุกอย่างจะซื้อได้ด้วยเงิน สิ่งนี้ต่างหากที่จะอยู่กับมนุษย์ตลอดไป”

ธนาคารเวลาในอนาคต (Future Vision)

มาลองฟังทิศทางของทีมธนาคารเวลากันค่ะ

9. สุดท้ายแล้ว… อยากเห็นธนาคารเวลาเติบโตไปในทิศทางไหน หรืออยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในสังคมบ้างคะ ?

คุณศรีดา: “พี่เป็นคนต่างจังหวัด พี่เห็นมาตลอดว่าคนบ้านนอกเขาช่วยกัน ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ งานบุญ งานศพ นี่คือรากเหง้าของคนไทย พี่อยากให้วัฒนธรรมนี้กลับมา อยากให้สังคมเปลี่ยนมุมมองจาก ‘วัตถุนิยม’ ที่วัดค่าคนด้วยเงิน ให้หันมามอง ‘คุณค่าทางจิตใจ’

และพี่ก็อยากผลักดันให้เรื่องนี้ขยายไปชุมชนอื่น อยากให้ภาครัฐเห็นความสำคัญ บรรจุเป็นนโยบายเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพราะสังคมสมัยนี้ถ้าไม่มีเงินมันอยู่ยาก แต่ถ้าเราทำให้การช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติ คนที่ไม่มีเงินเขาก็จะมีที่ยืนและมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่น”

ส่วนตัวฟังแล้วรู้สึกพยักหน้าตามคุณศรีดาเลยค่ะ  ซึ่ง คุณสมศักดิ์ ช่วยยืนยันอีกเสียงว่า ปลายทางของวัฒนธรรมนี้คือความอุ่นใจที่จับต้องได้จริง

คุณสมศักดิ์: “สำหรับผม ภาพความสำเร็จคือการได้ ‘ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน’ อยากเห็นเพื่อนบ้านที่ไว้ใจกันได้ขนาดที่ว่า ‘ฝากบ้านกันได้’ โดยไม่ต้องกังวล นี่คือความไว้เนื้อเชื่อใจที่เงินซื้อไม่ได้”

พอมีความไว้ใจแล้ว โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้สิ่งนี้อยู่กับเราตลอดไป ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว ซึ่ง อ.เนตร มองว่าต้องทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตค่ะ

อ.เนตร: “สิ่งที่ทีมเราอยากให้เกิดที่สุดคือ ให้ธนาคารเวลาเป็น ‘วิถีชีวิต’ ของคนในพื้นที่เลยครับ คือให้ทุกๆ วัน ของการอยู่ร่วมกัน เป็นการช่วยเหลือกัน ด้วยการแลกเปลี่ยนทักษะเพื่อการแก้ปัญหาพื้นฐาน แบบที่ไม่ต้องเกรงใจกัน ด้วยมีเครดิตเวลาเป็นการตอบแทนการช่วยเหลือ ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องจิตอาสาที่ทำโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แต่…ไม่ได้หมายความว่า จิตอาสาในพื้นที่จะหายไปนะครับ เพราะสำหรับการช่วยเหลือกันนอกแวดวงธนาคารเวลา ก็ยังคงเป็นอยู่ตามวัฒนธรรมของคนไทย ถึงแม้เป้าหมายระดับชาติอาจต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจอีกนานแต่ตอนนี้หลายชุมชนเริ่มเห็นแล้วว่า สามารถหยิบธนาคารเวลาไปเป็น “เครื่องมือ” สร้างความเข้มแข็งให้พื้นที่ และใช้ดูแลคนทุกกลุ่มวัยในพื้นที่ได้จริง”

“ธนาคารเวลา เป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่นับวันจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นตามสภาพที่เราเผชิญอยู่ในทุกวัน เงินจะหาได้ยากเมื่อสูงวัย แต่ในขณะที่ก่อนสูงวัย ได้สะสมเครดิตเวลาไว้ แล้วนำมาใช้ในวันที่เราสูงอายุ นั่นเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า ธนาคารเวลา ช่วยลดค่าใช้จ่ายเมื่อยามจำเป็น พร้อมกับสเน่ห์ของความเป็นกัลยาณมิตรที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่ต้องเกรงใจ ผ่านเครดิตเวลาที่สะสมมา ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่สูงวัย”

“พวกเราในนามศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยสยาม ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการนำธนาคารเวลามาทดลองใช้ในประเทศไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ธนาคารเวลาจะยังคงอยู่คู่กับพื้นที่ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยในประเทศไทย” – อ.เนตร

เริ่มต้นอย่างไร? (How to Start)

สุดท้ายสำหรับใครที่ไฟลุกแล้ว อยากเริ่มทำบ้าง ต้องทำยังไง?

10. สมมติว่ามีผู้นำชุมชน หรือผู้อ่านที่รู้สึกว่าโมเดลนี้ดีจัง อยากจะ “ริเริ่ม” ทำธนาคารเวลาในพื้นที่ของเขาบ้าง มีคำแนะนำไหมคะว่าควรเริ่มต้นนับหนึ่งอย่างไร ?

คุณศรีดาให้ข้อมูลกับผู้ที่สนใจว่า 

“1. ผู้นำต้องเข้าใจหลักการธนาคารเวลา 

2. จัดตั้งคณะทำงานเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน 

3. สมัครสมาชิกที่เข้าใจ มีใจ และพร้อมร่วมกิจกรรม 

แล้วจึงลงทักษะตนเองว่าจะช่วยเพื่อนเรื่องอะไร และแลกเปลี่ยนแบบไม่แลกเปลี่ยนกันเอง ให้แจ้งผู้จัดการธนาคารเวลาเป็นคนที่กำกับว่าให้ใครช่วยอะไรใครได้ ผู้จัดการสำคัญมาก ต้องเป็นกลาง เข้าใจคน ความรู้สึกของคน ถ้าเลือกผู้นำไม่ดีก็จะเกิดความเสียหาย และคณะทำงานก็ต้องเข้าใจการทำงานก่อนถึงจะอธิบายสมาชิกให้เข้าใจได้” 

หากสนใจ และต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่…

ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (ศวพช.) มหาวิทยาลัยสยาม :
ที่ตั้ง : 38 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น 13 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. 10160
เว็บไซต์ : www.rcfcd.com
Facebook : ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยสยาม
โทรศัพท์ : 081-373-7866

DIYINSPIRENOW ขอขอบคุณทีมธนาคารเวลาที่สละเวลามาแชร์เรื่องราวในครั้งนี้ด้วยค่ะ

Inspire Now ! : จากการพูดคุยครั้งนี้ เราได้คำตอบว่า “ความสุข” ที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชี แต่อยู่ที่สายใยความสัมพันธ์ที่เราสร้างไว้ต่างหาก ธนาคารเวลาไม่ใช่แค่ระบบแลกเปลี่ยนแรงงานและเวลา แต่คือเครื่องมือที่ช่วย “กู้คืนความเป็นมนุษย์” ให้กลับมาสู่สังคมเราอีกครั้งค่ะ

DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันอยากเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมหรือเปล่า ? มีความคิดเห็นยังไงกับโครงการธนาคารเวลาบ้าง มาคอมเมนต์คุยกันนะคะ ♡

Facebook Comments

☕ สนับสนุน DIYINSPIRENOW

เลี้ยงชานมเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือ สนับสนุนเว็บ DIYINSPIRENOW ให้เราผลิตคอนเท้นต์ดีๆต่อไปกันน้า

QR โอนสนับสนุน DIY Inspire Now
สแกน QR เพื่อโอน — แอปธนาคารจะแสดงชื่อผู้รับก่อนยืนยัน

คนชอบเขียนที่ไม่ค่อยอยู่นิ่ง หลงรักดอกไม้ โดยเฉพาะไฮเดรนเยีย สนใจการพัฒนาตัวเองและใจเต้นทุกครั้งเมื่อได้ออกเดินทาง