เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางเรื่องถึงเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับเรา ในขณะที่บางคนกลับจัดการได้ง่ายดาย? หรือทำไมในวันที่เผชิญความกดดัน เราถึงมีการตอบสนองที่ไม่เหมือนใคร? ในบทความนี้ DIYINSPIRENOW ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเพียว MBTI บ้านเขียว จากช่อง ‘เพียวเขียว ENFP’ (@GreenPeowe) ผู้ที่จะมาถ่ายทอดว่า MBTI ที่มีทั้งหมด 16 บุคลิกภาพ ไม่ใช่แค่แบบทดสอบนิสัยทั่วไป แต่มันคือ ‘แผนที่นำทาง’ ที่จะช่วยให้เราเลิกกังวลกับจุดด้อย และเริ่มต้นพัฒนาจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราได้อย่างถูกทิศทาง เพื่อก้าวสู่การเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ขยายขีดจำกัดได้มากกว่าเดิมค่ะ
มากกว่าแค่ตัวอักษร 4 ตัว ! กะเทาะเปลือก MBTI 16 บุคลิกภาพ สู่การปลดล็อกตัวตนที่แท้จริง
ในวันที่คำว่า MBTI กลายเป็นกระแสหลักบนโลกโซเชียล หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเพียงการ ‘ตีตรา’ หรือการกักขังผู้คนไว้ในกล่อง 16 ใบ (16 บุคลิกภาพ) แต่สำหรับการพูดคุยในวันนี้ บอกเลยว่าคุณเพียวจะพาเราก้าวข้ามความเข้าใจผิดเหล่านั้นไปสู่แก่นแท้ของศาสตร์แห่งบุคลิกภาพ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระบบการทำงานของสมองไปจนถึงการเติบโตของชีวิต การเรียนรู้ MBTI ในมุมมองของคุณเพียว MBTI บ้านเขียว จึงไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอื่น แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้กลับมา ‘เป็นตัวเอง’ อย่างซื่อสัตย์ เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการยอมรับความต่าง และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้กลายเป็นพลังในการโอบกอดตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน เอาหล่ะค่ะ เตรียมเครื่องดื่มแก้วโปรด หาที่นั่งชิลล์ๆ แล้วตามไปทำความเข้าใจเรื่อง MBTI กับคุณเพียวไปพร้อมกันเลยค่ะ
Guest : คุณเพียว เบญจมาศ ลุนละวัน Content Creator เจ้าของช่อง TikTok “เพียวเขียว ENFP” (@GreenPeowe)
ทำความรู้จัก “คุณเพียว GreenPeowe” กับแผนที่นำทางชีวิตที่ชื่อว่า MBTI
1. ช่วยแนะนำคุณเพียวในปัจจุบัน และนิยาม MBTI ในแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดให้หน่อยค่ะ
คุณเพียวเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า ปัจจุบันเธอเป็นพนักงานออฟฟิศสายการตลาดที่จบด้านสัตวแพทยศาสตร์มา และมีงานอดิเรกที่รักคือการทำคอนเทนต์ใน TikTok สำหรับนิยามของ MBTI 16 บุคลิกภาพนั้น คุณเพียวให้คำจำกัดความไว้อย่างน่าสนใจว่า “MBTI คือการแบ่งลักษณะคนตาม “การจัดการข้อมูล” ค่ะ คือการรับข้อมูลและการตัดสินใจใช้ข้อมูล หลักการนี้จะแบ่งคนออกเป็น 16 ประเภทตามลักษณะการจัดการข้อมูล พอแบ่งปุ๊บมันก็จะเกิดเป็นลักษณะนิสัยขึ้นมา คนส่วนใหญ่เลยเชื่อว่า MBTI คือนิสัย แต่ความจริงมันไม่ใช่ขนาดนั้น มันเป็นแค่หลักการในการตัดสินใจใช้ข้อมูลของคนค่ะ”
2. รู้จัก MBTI ครั้งแรกเมื่อไหร่ ? ทำไมถึงสนใจจนทำคอนเทนต์ ?
“ครั้งแรกจริงๆ ช่วงมัธยมเลยค่ะ อายุประมาณ 16 ปี” คุณเพียวเล่าย้อนอดีตให้เราฟังว่า “เริ่มสนใจจริงจังตอนช่วง Mid-life crisis ที่มีปัญหาเรื่องการเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ก็เลยมองหาหลักการทางจิตวิทยาที่ตอบโจทย์ เพียวศึกษาหลายศาสตร์นะ แต่มาถูกใจ MBTI มากที่สุด เพราะพอไปดูว่าเพื่อนแต่ละคนเป็นไทป์ไหนแล้วลองเอาข้อมูลไป Match ดู ปรากฏว่ามันตรงมาก และ MBTI มีหลักการเชิงลึกที่เรียกว่า “Cognitive Function” ซึ่งเอาไว้พัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นได้ถูกทิศทาง พอเข้าใจแล้วก็ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เลยลองทำคอนเทนต์ลง TikTok ค่ะ”
เสน่ห์ของ MBTI สำหรับคุณเพียวคืออะไรคะ?
“การแบ่งคนของ MBTI ค่อนข้างย่อยที่สุดในบรรดาทุกศาสตร์แล้วค่ะ หลักการ อื่นอาจจะมี 4, 8 หรือ 9 ประเภท แต่ MBTI มีถึง 16 บุคลิกภาพ และมีตัวการ์ตูนที่ทำให้คนจำง่าย เข้าใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่กำลังพยายามเข้าใจตัวเองค่ะ”
3. อะไรคือ “ความเข้าใจผิด” เกี่ยวกับ MBTI มากที่สุด ?
คุณเพียวเน้นย้ำว่าสิ่งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดก็คือ MBTI คือนิสัย “ความจริงมันเป็นแค่หลักการจัดการข้อมูล แต่นิสัยขึ้นอยู่กับการเติบโตและสภาพแวดล้อม เหมือนเราเป็นต้นไม้สายพันธุ์ไหน แต่จะโตมาสวยงามยังไงมันคนละเรื่องกัน”
และเราจะใช้ MBTI 16 บุคลิกภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ได้ยังไงบ้าง ?
“อันดับแรกต้องหาตัวเองให้เจอจริงๆ ก่อน พอรู้ว่าเราเป็นไทป์ไหน เราจะรู้ว่าเรามีศักยภาพด้านไหน ความถนัดคืออะไร แล้วเราจะได้พัฒนาตัวเองไปถูกทิศทาง ว่าจะพัฒนาด้านที่ถนัดเพิ่ม หรือจะพัฒนาจุดด้อยเพื่อมา Balance ส่วนที่ถนัด เหมือนเป็นเข็มทิศให้เราค่ะ”
ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นหน่อยได้ไหมคะ ?
“อย่างเพียวเป็น ENFP จะมีความฟุ้งและตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ พอรู้ตัวว่าการใช้อารมณ์ทำให้ชีวิตลำบากในหลายครั้ง เพียวก็ต้อง Balance เรื่องการใช้เหตุผลมากขึ้น เหมือนเราถนัดมือขวามาตลอดชีวิต แล้วแต่เราเลยว่าจะใช้มือขวาทำต่อไปเรื่อยๆ หรือจะฝึกใช้มือซ้ายมา Balance มือขวามากขึ้นค่ะ ก็แล้วแต่เรา และแล้วแต่จริงความชอบของเราเลยค่ะ ที่จะพัฒนาตัวเองไปทางไหน”
4. ในไทย และในโลก MBTI ที่หายากที่สุด เป็น ‘แรร์ไอเท็ม’ คืออะไร ? และไทป์ไหนมีมากที่สุด? ข้อมูลนี้บอกอะไรเกี่ยวกับสังคมเราบ้าง?
“MBTI ที่หายากที่สุด คือ INFJ ค่ะ ในไทยมีแค่ 2% เท่านั้น ในโลกก็ประมาณ 3-4% ส่วนที่มากที่สุดคือ ISFJ และ ESFJ “ คุณเพียวอธิบายถึงเหตุผลตามบริบทสังคมต่อว่า “มันเป็นเรื่องของโครงสร้างสังคมและ Natural Selection ค่ะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม คนที่มีโอกาสสืบพันธุ์ต่อมากที่สุดคือคนที่ “เคารพกฎสังคม” และ “แคร์คนอื่นในสังคม” ซึ่งเป็นจุดเด่นของ ISFJ และ ESFJ ที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดมาได้ แต่ INFJ จะคิดแตกต่างจากคนอื่นเสมอ ชอบมองเรื่องอนาคตที่ลึกซึ้งมากๆ ซึ่งมันไม่ใช่สกิลที่จำเป็นในการอยู่รอดของมนุษย์ขนาดนั้น สัดส่วนเลยน้อยตามธรรมชาติค่ะ”
ในประเทศไทยมีบริบทอะไร ? ที่หล่อหลอมให้คนเป็นไทป์ยอดฮิต (ISFJ/ESFJ) เยอะเป็นพิเศษไหมคะ ?
“เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กเรื่องกฎระเบียบสังคม การมีน้ำใจ และสังคมไทยมักจะไม่ค่อยให้คิดต่าง ทำอะไรต้องทำตามนี้ ห้ามถาม ห้ามวิเคราะห์เพิ่ม คนประเภท INFJ หรือกลุ่ม NF ตรงกลางเลยจะค่อนข้างน้อย ถ้าเป็นฝั่งยุโรปจะเน้นสอนให้เด็ก “ลงมือทำ” (บ้านสีเหลือง เช่น ESTP, ESFP) จะมีสัดส่วนเยอะกว่า แต่ฝั่งเอเชียจะมาทาง 2 ไทป์นี้เป็นหลักเลยค่ะ”
“วัยเด็ก-วัยรุ่น” ช่วงวัยแห่งการหล่อหลอม และการค้นหาตัวตน
5. ในวัยเด็ก หลายคนมักถูกบอกว่าเป็นเด็กดื้อ เด็กเงียบ หรือเด็กแปลก คุณเพียวมองว่าการรู้ MBTI ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ ‘พ่อแม่’ มองเห็น ‘ของขวัญ’ ที่ซ่อนอยู่ในความต่างของลูก แทนที่จะมองเป็นปัญหาได้อย่างไรบ้างคะ ?
“ถ้าพูดถึง “เด็กดื้อ” ตามทฤษฎีมักจะเป็นแก๊งตัว N ค่ะ เพราะตัว N จะรับข้อมูลแล้วเอาไปจินตนาการต่อ เขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่พูดทันทีแต่จะคิดต่อว่ามันเป็นอะไรได้อีก ถ้าพ่อแม่เข้าใจ MBTI 16 บุคลิกภาพของลูก จะช่วย Balance ลูกได้ เช่น ถ้าลูกตัดสินใจด้วยอารมณ์ตลอด พ่อแม่ก็ควรฝึกให้เขาพูดเรื่องเหตุผลมากขึ้น หรือถ้าเด็กเป็นตัว N ที่ชอบจินตนาการ ก็ต้องหากิจกรรมให้เขาอยู่กับปัจจุบัน (ตัว S) มากขึ้น เพื่อไม่ให้เขาสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งเกินไปค่ะ
6. สำหรับวัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนล่ะคะ จะรักษาความสมดุลระหว่างการตามเพื่อนกับความเป็นตัวของตัวเองได้ยังไง ?
“เพียวอยากให้เขา “ใช้ชีวิตให้สุด” ไปเลยค่ะ ถ้าอยากตามเพื่อนก็ตามให้สุด แล้วค่อยกลับมานั่งคุยกับตัวเองว่ามีข้อดีข้อเสียยังไง เราโอเคกับมันไหม ถ้าไม่โอเคเราค่อยมา Balance ตัวเองเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นในคุณค่าหรือเหตุผลของตัวเองมากขึ้น วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้อง Explore ไปก่อนเพราะยังมีคนซัพพอร์ตและสังคมยังให้โอกาสค่ะ”
7. แล้วในวัยที่ต้องเลือกทางเดินชีวิต เราจะใช้ MBTI เป็นเข็มทิศยังไงดีคะ ?
“ให้เริ่มตัดสินใจจาก “สิ่งที่ตัวเองถนัด” หรือความชอบก่อน อย่างเพียวตอนเลือกเรียนสัตวแพทย์ ก็เลือกจากความชอบก่อน แล้วค่อยเอาความชอบนั้นไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อว่าสังคมปัจจุบันยอมรับไหม รายได้เป็นยังไง คุ้มค่าไหม สรุปคือต้องใช้ทุกฟังก์ชันมาช่วยตัดสินใจให้หมด และทำ Checklist ดูว่ามันโอเคกับเราจริงๆ ไหม อย่าเลือกด้วยความ “สุดโต่ง” ด้านใดด้านหนึ่งเกินไป เพราะมันคืออนาคตทั้งชีวิต ต้อง Balance ระหว่างความชอบกับโลกความเป็นจริงด้วยค่ะ”

ฟังคุณเพียวมาถึงตอนนี้ ก็มีคำถามต่อว่า ถ้ารู้สึกว่าตัวเอง explore มากพอแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ดีว่าตัวเองต้องการอะไร ? จะทำยังไงดี ? คุณเพียวเลยแนะนำว่าให้คุยกับตัวเองผ่าน “การเขียน” โดยเฉพาะคนที่เป็นตัว N ที่มีความคิดฟุ้งมาก การเขียน Diary หรือ Reflect ตัวเองจะช่วยสร้าง Self-Awareness และ Self-Acceptance ได้ดีขึ้นนั่นเอง ส่วนตัวเห็นด้วยนะคะ เราเป็นคนนึงที่ทำ Self Reflection ทุกวันก่อนนอน คุยกับตัวอง ขอบคุณตัวเอง และเพราะที่ฝึกทุกวันแบบนี้หล่ะค่ะ ทำให้มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้สึกได้เองเลยว่าตัวเราเปลี่ยนไปจริงๆ ลองฝึกกันดูนะคะ ฝึกแล้วได้แต่ประโยชน์ ไม่เสียหายเลยค่ะ
ก่อนจะเข้าคำถามต่อไปที่ให้ผู้อ่านได้เข้าใจได้ลึกกว่าเดิม เราขอให้คุณเพียวสรุปความหมายของ MBTI แต่ละตัวอักษร ทั้ง 4 ตัวแบบสั้นๆ ให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมกันก่อนค่ะ เริ่มจาก
- I (Introvert) / E (Extrovert) : ตัวแรกเป็นทิศทางการรับข้อมูล ชอบรับจากภายในตัวเอง (I) หรือโลกภายนอก (E) แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้าสังคม
- S (Sensing) / N (Intuition) : การรับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าแบบไม่ตีความต่อ (S) หรือการรับแล้วเอาไปหา Pattern หรือจินตนาการต่อ (N)
- F (Feeling) / T (Thinking) : การตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ (F) หรือใช้เหตุผล ตรรกะ ความคุ้มค่า (T)
- J (Judging) / P (Perceiving) : ชอบตัดสินใจใช้ข้อมูลไวๆ มีรูทีน (J) หรือเน้นรับข้อมูลไปเรื่อยๆ ยืดหยุ่นสูง ไม่เน้นระเบียบเป๊ะ (P)
คุณเพียวโชว์แผนภาพหลักการ Cognitive Function
ทีนี้เราเห็นคอนเทนต์คุณเพียวที่มีการวิเคราะห์คนดังแล้วดูแม่นมากๆ ก็เลยสงสัยว่ามีวิธีการยังไง คุณเพียวบอกเราว่า “เพียวไม่ได้ดูแค่ตัวอักษร 4 ตัวค่ะ แต่เพียวใช้หลักการ “Cognitive Function” ซึ่งจะลึกกว่าการดูแค่ MBTI 16 บุคลิกภาพทั่วไป ต้องบอกก่อนว่า Cognitive Function เกิดก่อน MBTI นะคะ MBTI เป็นสิ่งที่เขาเอามาประยุกต์จาก Cognitive Function เพื่อให้คนใช้งานง่ายขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ทำง่ายๆ โดย Cognitive Function คือ เรื่อง “การรับข้อมูล” และ “การตัดสินใจใช้ข้อมูล”
คุณเพียวอธิบายขยายความแบบกระชับแต่ละเอียดยิบต่อ ซึ่งเราสรุปมาได้ว่า
- ฝั่งรับข้อมูล : แบ่งเป็น Sensing (S) และ Intuition (N)
- Sensing : รับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า แบ่งเป็น Extroverted Sensing (Se) คือรับจากโลกภายนอก และ Introverted Sensing (Si) คือรับจากภายในตัวเรา
- Intuition : รับข้อมูลแล้วเอาไปจินตนาการต่อ หา Pattern ต่อ แบ่งเป็น Extroverted Intuition (Ne) รับจากโลกภายนอกแล้วจินตนาการต่อ และ Introverted Intuition (Ni) รับจากภายใน
- ฝั่งใช้ข้อมูล (การตัดสินใจ) : แบ่งเป็น Thinking (T) และ Feeling (F)
- Thinking : ใช้เหตุผล ตรรกะ แบ่งเป็น Extroverted Thinking (Te) จากโลกภายนอก และ Introverted Thinking (Ti) จากโลกภายใน
- Feeling : ใช้อารมณ์ความรู้สึก แบ่งเป็น Extroverted Feeling (Fe) จากโลกภายนอก และ Introverted Feeling (Fi) จากโลกภายใน
“ในแต่ละไทป์จะมีตัวที่ถนัดที่สุดอยู่ อย่างเพียวเป็น ENFP จะถนัดการรับข้อมูลแบบ Ne (Extroverted Intuition) คือรับจากโลกภายนอกมาแล้วจินตนาการต่อ และถนัดการตัดสินใจแบบ Fi (Introverted Feeling) คือใช้อารมณ์ความรู้สึกภายในตัวเอง ดังนั้นเวลาเพียววิเคราะห์ใคร เพียวจะดูเลยว่าตอนเขาสัมภาษณ์หรือการแสดงออก เขาใช้ฟังก์ชันไหนรับและตัดสินใจใช้ข้อมูล มันจะเห็นชัดกว่าการให้ทำแบบทดสอบเฉยๆ ค่ะ”
“วัยทำงานและการเติบโต” ถอดหน้ากากเพื่อกลับมาเป็นตัวเอง
8. ในวัยทำงาน หลายครั้งที่เราต้องแบกความคาดหวังจนต้องเป็นคนอื่น MBTI จะช่วยให้เรากลับมาเป็นตัวเองได้ยังไงบ้างคะ ?
“ในที่ทำงานเราอาจต้องเป็นคนอื่นชั่วคราวเพื่อให้งานสำเร็จ อย่างเพียวตอนทำงานต้องใช้ความละเอียดเป๊ะมาก ซึ่งจริงๆ ENFP ทำได้ยาก แต่เพียวก็ต้องทำให้ได้ แต่เคล็ดลับคือ “พอเลิกงานปุ๊บ ต้องกลับมาเป็นตัวเองให้เต็มที่” เพียวจะมาเละเทะเต็มที่อยู่ที่บ้าน มันทำให้เรา Balance ตัวเองและมีความสุขขึ้นค่ะ และที่สำคัญคือ “อย่ารู้สึกผิดที่จะเป็นตัวเอง” แม้ในที่ทำงานเราอาจจะดูไม่เป๊ะตามระเบียบ แต่ถ้าเราสร้างบรรยากาศที่ดีให้ทีมได้ นั่นก็คือคุณค่าของเราค่ะ”
9. เราจะใช้จุดแข็งตามไทป์มาสร้าง Career Path ที่ทั้งรุ่ง และรวยความสุขได้ยังไงคะ ?
“เอาจุดที่เราถนัดที่สุดมาสู้เลยค่ะ เพราะมันคืออาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด อย่างเพียวถนัดการเชื่อมโยงและคิดแหวกแนวจากสังคม (Ne) เพียวก็จะไม่ทำคอนเทนต์ตามกระแสสังคม แต่จะทำอะไรที่แหวกแนวออกไปเลย พอเราใช้จุดแข็งแบบสุดทาง ผลงานเราจะเด่นกว่าคนอื่นชัดเจน และการได้ทำสิ่งที่ถนัดมันทำให้เรามีความสุขแน่นอนค่ะ แต่ถ้าทำสิ่งที่ถนัดแล้วผลลัพธ์ไม่เป็นตามคาด ก็ต้องฝึกทักษะการ “ปล่อยวาง” ให้เป็นด้วยค่ะ”
10. MBTI ตัวไหนที่ “จี๊ด” ที่สุดในสายตาคุณเพียวคะ ?
“เพียวว่า INFJ ค่ะ จี๊ดสุด เพราะเขาอินดี้มาก และค่อนข้างดื้อที่สุดใน 16 บุคลิกภาพ มักจะชอบสงสัยในตัวเอง มีปัญหาการจัดการอารมณ์และชีวิตเยอะกว่าไทป์อื่น การเข้ากับคนอื่นก็ยากกว่าค่ะ”
แล้ว INFJ (MBTI ที่หายากที่สุด) จะทำยังไงให้ความต่างนั้นกลายเป็นพลังคะ ?
“สำหรับชาว INFJ ถ้าแข็งแกร่งพอ ก็จง “ยืนหยัดในการเป็นตัวเอง” ไปเลย ไม่ต้องไปตามกระแสสังคมหรือแคร์คำพูดคนอื่น แต่ถ้าไปสุดทางแล้วยังทุกข์อยู่ ก็ลองปรับลดลงมาอยู่ตรงกลางให้สมดุลมากขึ้นค่ะ”
แล้วคนรอบข้างควรทำยังไงเมื่อต้องอยู่กับคนที่ไทป์ต่างกันมากๆ ?
“ใช้ “ความเข้าใจแต่ไม่ตามใจ” ค่ะ เข้าใจว่าเขาเป็นแบบนั้นแล้วจะทำให้ใจเราสงบลง จากนั้นต้องมี “ขอบเขต (Boundary)” ทั้งสองฝั่ง เรารู้ว่าอะไรที่คนไทป์นั้นไม่ชอบ เราก็ไม่ไปแตะ และเขาก็ไม่ควรมาแตะขอบเขตเราเหมือนกัน ไม่ต้องไปบีบให้ใครเปลี่ยนมาเป็นแบบเราค่ะ”
MBTI แต่ละตัวของเราเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ได้ไหมคะ ?
“ส่วนตัวเพียวคิดว่าช่วงเด็กจนถึงวัยรุ่น (ก่อนอายุ 25 ปี) MBTI แต่ละตัวเปลี่ยนได้ตามการเลี้ยงดูและประสบการณ์ เพราะสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ถ้าหลังอายุ 25 ไปแล้ว สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) พัฒนาเต็มที่แล้ว จะเปลี่ยนยากแล้วค่ะ เราจะถนัดอะไรก็จะเป็นอย่างนั้นไปยาวๆ สิ่งที่ทำได้คือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นหรือฝึก Balance ส่วนที่ไม่ถนัดเท่านั้นค่ะ”
11. ในฐานะ ENFP คุณเพียวจัดการกับ “ด้านมืด” (Shadow Side) ยังไงเวลาเจอความกดดันคะ ?
“เพียวเข้าใจตัวเองว่าเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวมาก สิ่งที่ทำคือ “ปล่อยให้อารมณ์ไหลไปให้สุด” จะไม่ห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้หรือเศร้า เพราะถ้ากั้นไว้อารมณ์จะกลายเป็นระเบิด เพียวจะนั่งมองอารมณ์ตัวเองจนมันจบ แล้วค่อยใช้เหตุผล (Thinking) มา Balance สิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ และที่สำคัญคือ “จัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะไปเจอคนอื่น” อย่าไปหวังให้ใครมาช่วยทำให้เราดีขึ้น เพราะมันจะสร้างปัญหาความสัมพันธ์ตามมาค่ะ”
คุณเพียวเสริมต่อว่าวิธีนี้ใช้ได้กับทุกไทป์ (16 บุคลิกภาพ) ค่ะ มันคือหลักจิตวิทยาเรื่องการเฝ้ามองอารมณ์ (Self-Awareness) ทำให้ร่างกายและฮอร์โมนเสถียรที่สุดก่อน แล้วค่อยใช้สมองส่วนหน้า (สติ) มาจัดการกับสัญชาตญาณดิบของตัวเองนั่นเอง
ช่วยเล่าเพิ่มเติมเรื่องการจัดการ “ด้านมืด” และเทคนิคสำหรับไทป์อื่นๆ หน่อยค่ะ
คุณเพียวอธิบายภาพการทำงานของสมองส่วนต่างๆ
“ด้านมืด หรือ Shadow Side จริงๆ แล้วมันคือการทำงานของสมองในเวอร์ชันที่ใช้ “สัญชาตญาณดิบ” หรือไร้สติค่ะ ปกติมนุษย์เราจะมีสมองส่วน Neocortex (สมองส่วนนอก) คอยควบคุมสมองส่วน Limbic System (สมองส่วนอารมณ์/สัญชาตญาณ) ซึ่ง MBTI ทำงานอยู่ในส่วนของ Neocortex นี่แหละค่ะ”
คุณเพียวอธิบายต่อว่าเวลาด้านมืดโผล่มา เป็นเพราะเราเครียดเกินไปจนไม่สามารถรักษาสมดุลฮอร์โมนได้ ทำให้ Limbic System ทำงานเหนือ Neocortex ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการดึงฮอร์โมนกลับมาสู่สภาวะปกติให้ได้ ด้วยวิธีพื้นฐานที่สุดคือ “นอนให้พอ ออกกำลังกาย และกินอาหารดีๆ” เพื่อลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มฮอร์โมนความสุข (Endorphin) ฮอร์โมนความรัก (Oxytocin) เมื่อร่างกายเสถียรแล้ว สติ หรือ Neocortex จะกลับมาทำงานได้ตามปกติเองค่ะ มันคือการทำงานของสมองและร่างกาย
12. MBTI ช่วยในการบริหารความสัมพันธ์กับคนรัก หรือเพื่อนร่วมงานให้ยั่งยืนขึ้นได้ยังไงบ้างคะ ?
คีย์เวิร์ดสำคัญที่เราจับได้ก็คือ ความเข้าใจและการสร้างขอบเขต (Boundary) คุณเพียวเล่าต่อว่า “เราทำได้แค่เข้าใจเขาและไม่ไปล้ำเส้น หรือพยายามเปลี่ยนใครให้เป็นแบบเรา และในทางกลับกัน เราก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร หรือต้องพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจเรา แค่เข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นก็เพียงพอที่จะทำให้เรามีสติในการใช้ชีวิตคู่หรือทำงานร่วมกับคนอื่นแล้วค่ะ”
13. ถ้าผู้อ่าน MBTI ต่างๆ กำลังหมดไฟ มีคำแนะนำไหมคะ ?
“ให้หยุดทำสิ่งที่ทำให้หมดไฟก่อน แล้วกลับไปดูว่าไทป์ของเราถนัดใช้ชีวิตแบบไหน หรือมีความสุขกับอะไร “คือกลับมาเป็นตัวเองให้มากที่สุด“ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะตัดสินเรายังไง เมื่อเราได้ทำสิ่งที่ถนัดและเป็นตัวเอง ไฟจะค่อยๆ กลับมาเองค่ะ”
14. การรู้จัก MBTI ให้อะไรกับคุณเพียวบ้างคะ ?
“ให้ความเข้าใจตัวเองอย่างมากที่สุดเลยค่ะ เมื่อก่อนเพียวนิสัยไม่ดีและไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงเป็นแบบนั้น แต่พอรู้จัก MBTI และศึกษาต่อไปถึงเรื่องจิตวิทยาและระบบการทำงานของสมอง (Neuroscience) มันทำให้เพียวหาจุดสมดุลในการใช้ชีวิตได้ และยังช่วยให้เพียวมีความกล้า มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น จากที่เคยคิดว่าตัวเองพูดไม่รู้เรื่องจนไม่กล้าแสดงออก กลายเป็นกล้าทำช่อง TikTok จนมีคนติดตามและยอมรับในสิ่งที่เราพูด ก็ต้องขอบคุณผู้ติดตามเพียวด้วยค่ะ”
15. ถ้าคุณเพียวย้อนกลับไปคุยกับตัวเองในวันที่ยังไม่รู้จัก MBTI ได้ อยากจะบอกอะไรคะ ?
“จะบอกว่าอย่าเป็นคนขี้กลัว ไปให้สุดในทุกทางเลย เพราะการไปให้สุดจะทำให้เราได้เจออะไรบางอย่างจริงๆ วัยเด็กอย่าเพิ่งลังเลหรือรีบบาลานซ์ชีวิตตั้งแต่เด็ก ทำไปเลย เดี๋ยวผลลัพธ์มันจะบอกเราเองค่ะ”
สำหรับผู้อ่านที่อยากติดตามคุณเพียว MBTI บ้านเขียวต่อ สามารถติดตามได้ที่ ที่ช่อง “เพียวเขียว ENFP (@GreenPeowe)” ทั้งใน TikTok และ IG ซึ่งเนื้อหาจะเป็นเรื่อง MBTI เชิงประยุกต์ ผสมเรื่อง Neuroscience การวิเคราะห์คนดัง ลองติดตามกันนะคะ คุณเพียวย่อยเรื่องเข้าใจยากให้เข้าใจง่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเลยค่ะ
| Inspire Now ! : จากการพูดคุยกับคุณเพียวในครั้งนี้ เราได้ตกตะกอนว่า “ความสุข” ที่แท้จริงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเก่งกว่าใคร หรือมีมากกว่าใคร แต่อยู่ที่การอนุญาตให้ตัวเองได้กลับมา “คืนดีกับตัวตนที่แท้จริง” ผ่านความเข้าใจในธรรมชาติของบุคลิกภาพที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ดังนั้น MBTI จึงไม่ใช่แค่ตัวอักษร 4 ตัวที่ใช้ตัดสินนิสัย แต่คือเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองเห็น “ของขวัญ” ที่ซ่อนอยู่ในความต่าง ช่วยให้เรากล้าถอดหน้ากากในวันที่เราเหนื่อย และเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าก้าวไปข้างหน้าเพื่อค้นพบศักยภาพที่สวยงามที่สุดในแบบของเราเองค่ะ |
|---|
DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันอยากเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมหรือเปล่า ? มีมุมมองไหนจากบทสัมภาษณ์คุณเพียวที่ปลดล็อกใจคุณบ้าง ? MBTI ของคุณคืออะไร ใน 16 บุคลิกภาพ ? มาคอมเมนต์คุยกันนะคะ ♡