Self Motivation คือ

Self Motivation คืออะไร? เรียนรู้ศิลปะเติมพลังใจในวันที่ความขี้เกียจครอบงำ (ฉบับอิงจิตวิทยา)

เคยไหมคะ มีบางวันที่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่า “เตียงดูดวิญญาณ” นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เปล่าๆ อยู่เป็นชั่วโมง เพราะสมองตื้อจนพิมพ์อะไรไม่ออกสักตัว ในวันที่ร่างกายและจิตใจประท้วงว่าไม่อยากทำอะไรเลย หลายคนมักจะเฆี่ยนตีตัวเองด้วยความรู้สึกผิด พยายามเค้นพลังใจ หรือตะโกนบอกตัวเองหน้ากระจกว่า “สู้สิ! ต้องขยันสิ!” แต่เชื่อไหมคะว่า คนที่ประสบความสำเร็จหรือทำงานได้อย่างมีความสุขหลายๆ คน ไม่ได้มีไฟลุกโชนตลอดเวลาหรอกค่ะ พวกเขาแค่เข้าใจความลับของสมองตัวเองต่างหาก และถ้าคุณกำลังตามหาว่า Self Motivation คืออะไร และจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไรโดยไม่ต้องฝืนใจจนเกินไป ในบทความนี้ DIYINSPIRENOW จะพาไปหาคำตอบที่ผ่านการยืนยันจากนักจิตวิทยามาแล้วกันค่ะ

Self Motivation คืออะไร ? ถอดรหัสวิธีเติมไฟ ในวันที่ใจประท้วงว่า “ไม่อยากทำอะไรเลย”

Image Credit : canva.com-pro

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางช่วงเวลาเราถึงลุยงานหนักได้เป็นเดือนๆ โดยไม่บ่นสักคำ แต่จู่ๆ วันนึงร่างกายและจิตใจกลับพร้อมใจกัน “สไตรก์” ปิดสวิตช์ตัวเองซะเฉยๆ กลายเป็นคนที่แค่มองเห็นรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-do list) ยาวเหยียด ก็รู้สึกเหนื่อยล้าจนไม่อยากขยับตัวไปทำอะไรแล้ว หลายคนมักสับสนและตีตราอาการนี้ว่าคือ “ความขี้เกียจ” แล้วพยายามแก้ปัญหาด้วยการกดดันตัวเองให้หนักกว่าเดิม ทั้งที่ในความเป็นจริง การที่ใจเราลุกขึ้นมาประท้วง อาจเป็นแค่เสียงกระซิบเตือนว่า เรากำลังใช้ “เชื้อเพลิงผิดประเภท” ในการขับเคลื่อนชีวิตอยู่ค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะเราจะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้ว Self Motivation คืออะไร พร้อมถอดรหัสกลไกการเติมไฟให้ตัวเอง เพื่อให้คุณกลับมาลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยความรู้สึกสงบ ยั่งยืน และค้นพบความหมายจากข้างใน โดยไม่ต้องรอให้ความกดดันมาคอยสั่งการอีกต่อไปค่ะ

หนังสือ วิธีค้นหาสิ่งที่คุณอยากทำที่ง่ายที่สุดในโลก

เรากำลังใช้ “เชื้อเพลิง” ผิดประเภทหรือเปล่า ? ไขความลับของแรงจูงใจ 2 รูปแบบที่ขับเคลื่อนใจเรากัน

Image Credit : canva.com-pro

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจแก่นแท้กันก่อนค่ะว่า Self Motivation คือ การปลุกพลังใจให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์มาบีบบังคับ ซึ่งในมุมมองของนักจิตวิทยา การที่เราจะสร้างพลังใจนี้ได้ ต้องอาศัยสิ่งที่เปรียบเสมือน “เชื้อเพลิง” โดยทฤษฎี Self-Determination Theory (SDT) ของนักจิตวิทยา Edward Deci และ Richard Ryan ได้แบ่งเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนใจคนเราไว้ 2 รูปแบบหลักๆ ลองมาดูกันค่ะ

1. เชื้อเพลิงแบบเผาไหม้เร็ว (Extrinsic Motivation)

ประเภทนี้คือแรงจูงใจที่ถูกกระตุ้นจาก “ปัจจัยภายนอก” ค่ะ ตัวอย่างก็เช่น ทำเพราะอยากได้เงิน ทำเพราะกลัวเจ้านายตำหนิ หรือทำเพื่อต้องการให้คนอื่นยอมรับ เชื้อเพลิงชนิดนี้เหมือนการเหยียบคันเร่งมิดไมล์ มันช่วยกระชากให้เราพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้นๆ แต่มันก็เผาผลาญพลังงานชีวิตสูงมากเช่นกัน หากเราขับเคลื่อนชีวิตด้วยความกดดันแบบนี้ติดต่อกันนานๆ ใจเราจะเริ่มเหนื่อยล้าสะสม จนเสี่ยงที่จะเกิด อาการหมดไฟ (Burnout) เอาได้ง่ายๆ ค่ะ

2. เชื้อเพลิงพลังงานสะอาด (Intrinsic Motivation)

เชื้อเพลิงแบบนี้คือแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจาก “ความหมายภายในใจของเราเอง” เช่น เราทำเพราะเรารู้สึกสนุก ทำเพราะสัมผัสได้ว่าตัวเองกำลังเก่งขึ้น หรือทำเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าต่อผู้อื่น แม้เชื้อเพลิงชนิดนี้อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกพุ่งปรี๊ดหวือหวาตั้งแต่จุดสตาร์ท แต่มันคือความรู้สึกที่ค่อยๆ เติมเต็มจิตใจ เป็นพลังงานที่ชาร์จตัวเองได้เรื่อยๆ ทำให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าได้อย่างสงบ มั่นคง และยั่งยืนกว่ามากเลยละค่ะ ส่วนตัวเป็นคนประเภทนี้ โชคดีได้ทำงานที่รัก ก็เลยมีพลังงานดีๆ มีความสุขในการทำงานค่ะ

4 วิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง สไตล์คนไม่ชอบฝืน (มีวิทยาศาสตร์รับรอง!)

Image Credit : canva.com-pro

ถ้าตอนนี้แบตเตอรี่ของคุณกำลังกะพริบสีแดงเตือนว่าพลังงานต่ำ ลองมาแฮ็กสมองด้วย 4 ทริคเติมไฟแบบใจดีกับตัวเองกันค่ะ

1. กฎ 5 นาที หลอกสมองให้เริ่ม (Zeigarnik Effect)

ความขี้เกียจมักจะมาเยือนตอนที่เรา “ยังไม่ได้เริ่ม” ค่ะ ลองหลอกสมองตัวเองง่ายๆ ว่า “ขอเปิดคอมทำแค่งานนี้ 5 นาทีพอ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวไปนอนต่อ” ดูมั้ยคะ เพราะในทางจิตวิทยามีสิ่งที่เรียกว่า Zeigarnik Effect ซึ่งระบุว่า สมองมนุษย์จะจดจำและรู้สึก “ค้างคาใจ” กับสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จ พอเราเริ่มลงมือทำไปได้นิดนึง สมองจะสั่งการให้เราอยากทำสิ่งนั้นให้จบไปเองโดยอัตโนมัติค่ะ

2. ซอยเป้าหมายให้จิ๋ว จนสมองปฏิเสธไม่ลง (Dopamine Loop)

แทนที่จะตั้งเป้าหมายใหญ่โตให้กดดันตัวเองให้ลองเปลี่ยนเป็นเป้าหมายเล็กๆ (Micro-wins) แทนค่ะ ตัวอย่างเช่น วันนี้จะไม่เขียนบทความยาว 2,000 คำ แต่จะเขียนแค่ “ย่อหน้าแรก” ให้เสร็จ ลองดูนะคะ เพราะทุกครั้งที่เราขีดฆ่า Checklist เล็กๆ สมองจะหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุขออกมา และรางวัลเล็กๆ แบบนี้นี่แหละที่จะเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เราอยากก้าวไปสู่สเต็ปต่อไป

3. จัดสิ่งแวดล้อมให้ “ความขี้เกียจ” ทำงานยากขึ้น

เราไม่ต้องพึ่งพิงแค่ความเข้มแข็งของจิตใจหรอกค่ะ แต่ให้ลองใช้ศาสตร์ของการจัดสภาพแวดล้อมเข้ามาช่วยดู ถ้าคุณรู้ตัวว่าชอบไถมือถือเพลิน ให้เอามือถือไปชาร์จทิ้งไว้อีกห้อง แล้ววางสิ่งที่ต้องทำไว้ตรงหน้าแทน เพราะว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเลือกทางที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดเสมอนั่นเองค่ะ ตัวอย่างนะคะ ถ้าเราจัดระเบียบโต๊ะทำงานให้พร้อมลุย สมองก็จะเลือกทำงานง่ายกว่าการเดินไปหยิบมือถือแน่นอนค่ะ

4. พลังของความใจดีกับตัวเอง (Self-Compassion)

ส่วนตัวเราคิดว่าข้อนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ ดร.คริสติน เนฟฟ์ (Dr. Kristin Neff) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Self-Compassion พบว่า คนที่เมตตาและอนุญาตให้ตัวเองได้พักในวันที่รู้สึกแย่ จะสามารถดึงแรงจูงใจกลับมาได้เร็วกว่าคนที่เอาแต่โทษและด่าทอตัวเอง ดังนั้น วันไหนไม่ไหวคือไม่ไหว การทิ้งตัวลงนอนพักแบบไม่ต้องรู้สึกผิด คือการชาร์จแบตที่ดีที่สุด เพื่อกลับมาลุยใหม่ในวันพรุ่งนี้ค่ะ วิธีนี้ไม่ต้องเสียตังค์และดีมากๆ เพียงแค่ยอมให้ตัวเองได้พัก ยอมรับว่าวันนี้ไม่ไหว เราลองมาแล้ว ช่วงแรกอาจจะต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองเยอะหน่อย ต้องฝึกหน่อย แต่ทำได้ทุกคนแน่นอนค่ะ

หนังสือ อย่าปล่อยให้ความคิดร้ายๆ เป็นเจ้านายของชีวิต

5 คำถาม check in หัวใจ ช่วยให้คุณพบ “แรงจูงใจ” ที่ซ่อนอยู่

Image Credit : canva.com-pro

ในวันที่รู้สึกเคว้งคว้าง สับสนในใจ ลองหยุดพักหน้าจอชั่วคราว ชงชาหรือกาแฟแก้วโปรด แล้วหาที่นั่งสบายๆ ถามตัวเองด้วย 5 คำถามเชิงโค้ชชิ่ง (Coaching) เพื่อดึงตัวเองกลับมาเชื่อมต่อกับแรงจูงใจภายในอีกครั้งกันดูนะคะ

1. ตอนนี้เรากำลังขับเคลื่อนชีวิตด้วย “ความกดดัน” หรือ “ความสบายใจ” กันแน่ ?

ลองเช็คความรู้สึกข้างในใจของเรากันดูนะคะ ถ้าคำตอบคือความกดดัน แปลว่าเรากำลังใช้เชื้อเพลิงแบบเผาไหม้เร็ว ซึ่งติดกับปัจจัยภายนอกมากเกินไป ให้ลองหยุดพัก สูดหายใจลึกๆ แล้วมองหามุมเล็กๆ หาเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดจากภายในของเราเองดู ค่อยๆ ฝึกแล้วโฟกัสกับงานที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นดูนะคะ จะได้ไม่กัดกินใจของเราในระยะยาวค่ะ

2. ถ้าตัดเรื่องเงิน และคำตัดสินของคนอื่นออกไป เรายังอยากทำสิ่งนี้อยู่มั้ย ?

คำถามนี้จะช่วยลอกเปลือกนอกออก เพื่อให้เราเห็น “แก่นแท้” ของความต้องการที่แท้จริง ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นเชื่อมโยงกับความชอบของเราจริงๆ หรือเราแค่กำลังทำเพื่อวิ่งตามความคาดหวังของสังคมค่ะ

3. เราจะลดความเร่งรีบลง แล้วหันมาสนุกกับการค่อยๆ พัฒนาตัวเองทีละสเต็ปได้ยังไงบ้าง ?

แทนที่จะกดดันตัวเองว่าต้องสำเร็จทันที ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่การเรียนรู้และปรับปรุงทีละนิดในทุกๆ วันดูค่ะ การมองว่าชีวิตคือการเดินทางที่ค่อยๆ เติบโตวันละ 1% จะช่วยลดความเครียด และทำให้เรามีความสุขกับระหว่างทางได้ง่ายขึ้นเยอะเลย ถ้าคิดว่าน่าสนใจ ลองทำดูเลยนะคะ 🙂

4. มีสิ่งไหนในวันนี้ที่ทำเสร็จแล้ว รู้สึก “ภูมิใจในตัวเอง” อยากปรบมือให้ตัวเองบ้างมั้ย ?

ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ระดับโลกนะคะ แค่เราลุกมาเคลียร์งานยากๆ ได้หนึ่งอย่าง หรือยอมนั่งหลังตรงทำงานจนจบ คำถามนี้ชวนให้เราหยุดมอง และชื่นชมความพยายามของตัวเอง ฝึกการภูมิใจในตัวเองเพื่อเติมพลังใจให้พร้อมไปต่อในวันพรุ่งนี้ค่ะ

5. ช่วงนี้มีเรื่องไหนที่เราพอจะ “ช่างมันบ้างก็ได้” เพื่อที่เราจะได้หายใจคล่องขึ้นบ้างมั้ย ?

ถ้าคำตอบคือเรื่องงานหรือโปรเจกต์ที่ทำอยู่ ลองอนุญาตให้ตัวเองทำเท่าที่ไหวในแต่ละวันดูค่ะ ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่างหรอก การยอมปล่อยเบลอบ้างในบางเรื่อง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือวิธีเซฟพลังงานชีวิตไม่ให้หมดเกลี้ยงต่างหากค่ะ (เชื่อเถอะ เราในฐานะ perfectionist ก็ผ่านมาแล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องแย่อะไร กลับกันยังรู้สึกดีขึ้น สดชื่นขึ้น และมีความสุขได้มากขึ้นจริงๆ ค่ะ)

หนังสือ จิตวิทยาสมองของคนพูดเข้าใจง่าย

Inspire Now ! : ท้ายที่สุดแล้ว Self Motivation นั้นก็คือเข็มทิศนำทางที่มาจากข้างในใจของเรา ไม่ใช่แส้ที่คอยเฆี่ยนตีตัวเองให้วิ่งไปข้างหน้า การสร้างแรงจูงใจที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้วิ่งมาราธอนแบบไม่หยุดพัก แต่คือการเข้าใจกลไกของสมอง โอบกอดความอ่อนล้าอย่างอ่อนโยน และก้าวเดินต่อไปในจังหวะที่หัวใจของเราไม่พังทลายไปเสียก่อนนั่นเอง

DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมใช่ไหม ? วันนี้คุณอนุญาตให้ตัวเองได้ใช้ “เชื้อเพลิงพลังงานสะอาด” แล้วหรือยังคะ ? ถ้ายังลองเริ่มจากการใจดีกับตัวเองตั้งแต่วันนี้ดูนะคะ ได้ผลยังไงมาคอมเมนต์แชร์กันบ้างนะคะ ♡

Facebook Comments

☕ สนับสนุน DIYINSPIRENOW

เลี้ยงชานมเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือ สนับสนุนเว็บ DIYINSPIRENOW ให้เราผลิตคอนเท้นต์ดีๆต่อไปกันน้า

QR โอนสนับสนุน DIY Inspire Now
สแกน QR เพื่อโอน — แอปธนาคารจะแสดงชื่อผู้รับก่อนยืนยัน

หาข้อมูล-ลงมือเขียนและเรียบเรียงโดยทีมกองบรรณาธิการเว็บไซต์ DIY INSPIRE NOW