สำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน การหาเวลาว่างสัก 1 ชั่วโมงนั่งอ่านหนังสือสงบๆ อาจดูเป็นเรื่องยากพอๆ กับการตื่นตีห้ามาออกกำลังกาย เพราะแค่เคลียร์งานประจำและดูแลตัวเอง พลังงานในแต่ละวันก็แทบจะหมดลงแล้ว จึงไม่แปลกเลยที่หนังสือดีๆ ที่เราซื้อมาจะค่อยๆ กลายเป็น กองดอง สูงท่วมหัว แต่เชื่อไหมคะว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างเป็นชั่วโมงก็อ่านจบได้ เพียงแค่รู้วิธีออกแบบ ตารางเวลาอ่านหนังสือ ให้ยืดหยุ่นและเข้ากับไลฟ์สไตล์จริงของคุณ และในบทความนี้ DIYINSPIRENOW จะเอาวิธีคิดดีๆ ที่ปรับใช้ได้จริงมาฝากกันค่ะ
ชวนออกแบบ “ตารางเวลาอ่านหนังสือ” ให้จบท้องเรื่อง เปลี่ยนพลังงานชั่ววูบ ให้กลายเป็นระบบที่ทำได้จริง
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมทุกครั้งที่เราเดินออกจากร้านหนังสือ พร้อมความรู้สึกตื่นเต้นและตั้งใจว่าจะอ่านวันละ 1 ชั่วโมง แต่ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน หนังสือเล่มนั้นกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองดองบนโต๊ะทำงานไปเสียอย่างนั้น ? ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าคุณไม่มีวินัยหรือขี้เกียจค่ะ แต่เป็นเพราะเรากำลังบังคับตัวเองด้วยตารางเวลาอ่านหนังสือแบบคุมขังสมองต่างหาก ถ้าเราเปลี่ยนจากการยัดเวลาลงตาราง มาเป็นการจัดตารางตาม “จังหวะพลังงาน” ของร่างกาย การอ่านหนังสือจะกลายเป็นเรื่องสบายๆ ที่ช่วยฟื้นฟูพลังใจในทุกๆ วันได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
ปรับนิสัยชีวิตยุ่งๆ ให้เป็นระเบียบในพริบตา !
ทำไมตารางอ่านหนังสือแบบเดิม (Fixed Schedule) ถึงมักจะพัง ?
หลายคนติดภาพว่า การมีวินัยคือการล็อคเวลาไว้เลย เช่น “ต้องอ่านหนังสือตอน 20:00 – 21:00 น. ทุกวัน” แต่ในชีวิตจริง ความล้าจากการทำงาน งานด่วนที่แทรกเข้ามา หรือแม้แต่สภาพจิตใจในวันนั้นกลับไม่เคยเป็นใจให้เราเลย ดังนั้นการจัดตารางที่ตึงเกินไปจะทำให้สมองมองการอ่านหนังสือเป็น “งานชิ้นที่ 101 ของวัน” แทนที่จะเป็นช่วงเวลาพักผ่อน และเมื่อเราทำไม่ได้ตามแผน ความรู้สึกผิดก็จะเริ่มก่อตัว จนในที่สุดเราก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงด้วยการเลิกอ่าน แล้วปล่อยให้หนังสือเล่มนั้นเลื่อนสถานะไปอยู่ในกองดองอย่างสมบูรณ์แบบในที่สุดนั่นเองค่ะ
Image Credit : canva.com-pro
3 ขั้นตอนออกแบบ “ตารางเวลาอ่านหนังสือ” ตาม Energy Management
หากต้องการที่จะก้าวข้ามปัญหานี้ไปให้ได้ เราต้องเปลี่ยนจากการบริหารเวลา (Time Management) มาเป็นการบริหารพลังงาน (Energy Management) แทนค่ะ โดยใช้ 3 ขั้นตอนดังนี้ค่ะ
1. สังเกต Energy Peak ของตัวเอง
คนเรามีช่วงเวลาที่สมองแล่นต่างกันตามนาฬิกาชีวภาพ หรือ Circadian Rhythm (จังหวะการทำงานของร่างกายตลอด 24 ชั่วโมง) ดังนั้นขั้นแรกให้ลองสังเกตตัวเองดูว่าคุณเป็นคนประเภทไหน ตัวอย่างเช่น
Early Bird : สมองสดชื่นช่วงเช้า ลองตื่นไวขึ้น 15 นาที แล้วอ่านหนังสือพร้อมจิบชาร้อนๆ
Night Owl : สมาธิดีช่วงเงียบสงบยามค่ำคืน ก็ให้ลองใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนนอนเป็นเวลาอ่านหนังสือแทน
Micro-Moment Reader : ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างวัน เช่น ตอนนั่งรถไฟฟ้า หรือรอคิวร้านกาแฟ
ใครสนใจเรื่องนาฬิกาชีวิต อยากเช็กบุคลิกภาพของเราเพื่อดูว่าตัวเองเป็นคนที่มีพลังงานในช่วงเวลาแบบไหน ลองเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้อีกนะคะ เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วค่ะ
2. ปรับโดยใช้เทคนิค Atomic Habits (ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ)
แทนที่จะตั้งเป้าอ่านหนังสือเป็นวันละ 50 หน้า ก็ให้ลองใช้หลักการของ Atomic Habits ด้วยการตั้งเป้าหมายให้เล็กที่สุดจนสมองปฏิเสธไม่ลง เช่น “อ่านวันละ 2 หน้า” หรือ “อ่านวันละ 5 นาที” ลองดูนะคะเพราะเมื่อคุณลงมือทำได้ง่าย ร่างกายจะสร้างแรงส่ง (Momentum) ให้คุณอยากอ่านต่อไปเองโดยไม่อึดอัดนั่นเองค่ะ
หนังสือ หนังสือ Atomic Habits เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น
3. ผูกพฤติกรรมด้วย Habit Stacking
ให้ลองแทรก ตารางเวลาอ่านหนังสือ เข้ากับสิ่งที่คุณทำเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น “หลังจากชงกาแฟเช้าเสร็จ จะเปิดอ่านหนังสือ 3 หน้า” หรือ “หลังจากอาบน้ำเสร็จ จะอ่านหนังสือ 1 บท” วิธีนี้จะทำให้การอ่านกลายเป็นระบบอัตโนมัติของชีวิตโดยไม่ต้องใช้แรงฮึดเยอะเลยค่ะ
ตัวอย่างตารางเวลาอ่านหนังสือตามไลฟ์สไตล์
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองนำวิธีในตารางนี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับจังหวะชีวิตของคุณกันดูนะคะ
รูปแบบไลฟ์สไตล์ เป้าหมายตารางเวลา ช่วงเวลาที่แนะนำ เทคนิคเสริม คนทำงานเวลาน้อย วันละ 10-15 นาที ช่วงตื่นนอน หรือ บนรถไฟฟ้า อ่านบน E-book หรือฟัง Audiobook นักศึกษา / สายอ่านสอบ ครั้งละ 25 นาที (พัก 5-10 นาที) ช่วงเย็น หลังพักจากการเรียน ใช้เทคนิค Pomodoro (ลองอ่านเรื่อง Pomodoro Technique เพิ่มเติมกันดูนะคะ) สายสโลว์ไลฟ์ / เสพงานเขียน สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง เช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ในคาเฟ่ จัด Block Time ยาวๆ เพื่อดำดิ่งลงไปในเนื้อหา
ชวนปรับ Mindset สลายกองดองอย่างยั่งยืน
ตารางเวลาเป็นแค่ “เครื่องมือ” แต่สิ่งที่ทำให้เราอ่านหนังสือได้อย่างต่อเนื่องจริงๆ คือ “วิธีคิด” ค่ะ หากเรายังมี Mindset แบบเดิม ตารางเวลาไหนๆ ก็ช่วยไม่ได้ ดังนั้นเราเลยอยากชวนลองปรับวิธีคิดตาม 4 ข้อที่เราสรุปมานี้กันดูนะคะ
อนุญาตให้ตัวเอง “อ่านไม่จบ” : การที่เราอ่านหนังสือที่เราเลือกซื้อมาเอง ไม่ใช่การสอบ และไม่มีใครคอยให้คะแนนนะคะ ดังนั้นหากว่าอ่านไป 10-20 หน้าแล้วรู้สึกไม่ใช่ ไม่คลิก หรือเนื้อหาไม่ตรงกับชีวิตในตอนนี้ การวางลงแล้วเปลี่ยนเล่มก็ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการเคารพ “เวลาและพลังงาน” ของตัวเราเองค่ะ
เปลี่ยนเป้าหมายจาก “จำนวนเล่ม” เป็น “คุณค่าที่ได้” แทน : การอ่านหนังสือจบ 10 เล่มโดยจำอะไรไม่ได้เลย เทียบไม่ได้กับการอ่านหนังสือเพียง 1 บท แล้วได้ไอเดียไปปรับใช้จริงจนชีวิตเปลี่ยน เราไม่ต้องแข่งกับใครบน Social Media เพราะการอ่านคือเรื่องระหว่าง “ผู้อ่าน” กับ “หนังสือ” เท่านั้นค่ะ
เปิดโอกาสให้หนังสือได้รับการดูแล : หนังสือเล่มโปรดที่เราอ่านซ้ำบ่อยๆ จนสันหลุด หน้าขาด หรือเก่าตามกาลเวลา หากปล่อยไว้อาจทำให้เราไม่อยากหยิบขึ้นมาอ่านอีก ลองนำไปส่งซ่อมที่ ร้านซ่อมหนังสือ เพื่อชุบชีวิตและคืนสัมผัสอันละมุนน่าอ่านให้หนังสือเล่มรักอีกครั้งดูนะคะ
มอง “กองดอง” เป็นพื้นที่แห่งโอกาส : คนญี่ปุ่นมีคำว่า Tsundoku (積ん読) หมายถึงการซื้อหนังสือมาตั้งกองไว้ เปลี่ยนมุมมองจากความรู้สึกผิดว่า “ดองไว้อีกแล้ว” ให้กลายเป็น “นี่คือคลังปัญญาที่เราเตรียมไว้ให้ตัวเองในอนาคต” วันไหนที่ชีวิตต้องการคำตอบเรื่องไหน เราค่อยเดินไปหยิบเล่มที่ใช่มาอ่านในเวลานั้น
Image Credit : canva.com-pro
ชวนต่อยอดคุณค่า อ่านจบแล้ว ส่งต่อยังไงดี ?
เมื่อเราสร้างระบบการอ่านที่ตรงกับสไตล์ของเรา และจัดตารางเวลาอ่านหนังสือจนอ่านจบเล่มได้สำเร็จแล้ว อยากชวนทุกคนต่อยอดคุณค่าการเดินทางของหนังสือเล่มนั้นๆ ต่อไปอีกค่ะ ลองมาดูวิธีที่เราแนะนำนะคะ
ต่อยอดเป็น “เสียง” เพื่อส่งต่อโอกาส : ลองเลือกเรื่องที่เราชอบไปต่อยอดต่อด้วยการแบ่งปันผ่านเสียงกับแอปพลิเคชัน Read for the Blind เพื่อเปลี่ยนเรื่องราวประทับใจจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นเสียงที่จะสร้างโลกแห่งจินตนาการและโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับผู้พิการทางสายตาค่ะ
ส่งต่อ “เล่มจริง” เคลียร์สเปซให้ชั้นหนังสือของเรา : เมื่อเราอ่านจบแล้ว และไม่คิดว่าจะหยิบมาอ่านซ้ำอีก จะเก็บไว้บนชั้นจนฝุ่นจับก็อาจทำให้ลดทอนคุณค่าของหนังสือลงได้ ดังนั้นลองนำหนังสือสภาพดีไปบริจาคให้กับมูลนิธิ, ห้องสมุดชุมชน หรือโรงเรียนที่ขาดแคลนดูมั้ยคะ นอกจากจะได้คืนพื้นที่ว่างบนชั้นวางหนังสือของเราได้แล้ว ยังเป็นการจุดประกายทางปัญญาให้แก่ผู้อื่นต่อไปได้แบบไม่รู้จบอีกด้วยค่ะ
อุดหนุน ปฏิทิน Planner ของ DIYINSPIRENOW คลิกซื้อเลย !
Inspire Now ! : ไม่มีตารางเวลาอ่านหนังสือแบบไหนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทุกคน มีเพียงตารางที่เหมาะสมกับ “ตัวคุณในวันนี้” มากที่สุดเท่านั้น เลิกกดดันตัวเองให้ต้องทลายกองดองให้หมดในเร็ววัน แต่ให้ดื่มด่ำกับความรู้ และความสุขในทุกๆ หน้าที่ได้อ่าน แล้วคุณจะพบว่า การอ่านหนังสือไม่ใช่ภาระ แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่คุณอยากกลับมาหาในทุกๆ วันค่ะ
DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมใช่ไหม ? ใครวางแผนการอ่านแล้วได้ผลยังไง หรือมีวิธีไหนที่อยากแบ่งปันต่อ คอมเมนต์มาบอกกันบ้างนะคะ ♡